าะพวกเขาลอบกัดต่างหาก ไม่อย่างนั้นข้าจะล้มได้อย่างไร?” จูเยวี่ยพูดด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว “กลับไปข้าจะบอกเรื่องนี้กับท่านพ่อแน่”
เฟิ่งจิ่วกลอกตา เทน้ำชายกขึ้นมาดื่ม เมื่อเห็นท่านป้าเจ้าของแผงลอยยกอาหารมาให้ ดวงตาเธอเป็นประกายขึ้นมาทันที “ข้ารู้อยู่แล้วว่าอาหารพวกนี้ต้องรสชาติดีเป็นแน่”
ขณะกล่าว ก็เริ่มขยับตะเกียบคีบอาหารเข้าปาก
ส่วนทางเหลาสุรา เถ้าแก่ลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ยังบอกให้เสี่ยวเอ้อร์ยกหมูหันมาให้พวกเขาหนึ่งตัว ยามได้กลิ่นหอมกรุ่นลอยมา ทั้งสองคนอดกลืนน้ำลายไม่ได้ รีบขยับตะเกียบคีบอาหารเข้าปากคำใหญ่ๆ
หลังจากกินอิ่มที่แผงลอยแล้ว ทั้งสองหาโรงเตี๊ยมเพื่ออาบน้ำพักผ่อน ภายในห้องรับแขก เฟิ่งจิ่วนั่งขัดสมาธิปรับลมปราณ หลังจากฝึกบำเพ็ญไปครู่หนึ่ง ก็หยิบวิญญาณดั้งเดิมที่เหมือนดอกฝ้ายดวงนั้นออกมาจากในห้วงมิติ
“จิ๊บ!”
เมื่อเจ้าตัวเล็กนั้นเห็นเฟิ่งจิ่ว ก็แนบตัวกับฝ่ามือเธออย่างสนิทสนม ต่อให้เธอบีบคลึงตามอำเภอใจมันก็ยังคงกะพริบตาใสๆ จ้องเธออยู่อย่างนั้น
หลอมวิญญาณ?
เธอครุ่นคิด แล้วจึงเก็บวิญญาณดั้งเดิมดวงนั้นใส่ห้วงมิติ จากนั้นก็เอนตัวลงบนเตียง หลอมวิญญาณคำนี้เธอเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกจากปากหญิงชราคนนั้น ไม่เคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน การหลอมวิญญาณต้องหลอมอย่างไรกันแน่?
เฟิ่งจิ่วหลับตาครุ่นคิด เมื่อดวงจิตสัมผัสได้ถึงดอกบัวเขียวที่อยู่ตรงจุดตันเถียน ก็อดตะลึงไม่ได้ ตอนแรกไม่ได้สังเกตเลย