ิวจะตายแล้ว”
เฟิ่งจิ่วกลับเดินไปด้านหน้าเกวียน ยิ้มพูดกับชายฉกรรจ์ว่า “ขอบคุณท่านลุงมาก นี่คือค่าใช้จ่ายที่ให้พวกเรานั่งเกวียนมา เป็นน้ำใจเล็กน้อยเท่านั้น” ขณะพูด เธอหยิบถุงเงินเล็กๆ ถุงหนึ่งยื่นให้ชายฉกรรจ์ จากนั้นก็หมุนตัวเดินจากไป
“นี่มัน ไม่ต้อง…”
ชายฉกรรจ์ยังพูดไม่ทันจบ กลับเห็นขอทานน้อยเดินไปไกลแล้ว จึงจ้องถุงเงินในมืออย่างอึ้งๆ เมื่อเปิดออกดูก็ยิ่งตกใจ มองซ้ายมองขวา พอเห็นว่าไม่มีใครสังเกตเห็นก็รีบยัดใส่ในอกเสื้อ
ข้างในเมือง แม้จะเป็นเวลาย่ำค่ำแล้ว แต่ตามถนนใหญ่ก็ยังมีผู้คนและพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ไม่น้อย ภาพบรรยากาศครึกครื้นทำให้รู้สึกสบายใจ โดยเฉพาะสำหรับคนที่เพิ่งเฉียดความตายมา เมื่อได้เห็นบรรยากาศคึกคักในเมือง ก็อุ่นใจขึ้นไม่น้อย
“ขอทานน้อย ข้างหน้ามีเหลาสุรา พวกเราไปกินที่นั่นกันเถิด!” จูเยวี่ยที่เดินอยู่ข้างหน้าหันมาชักชวนเฟิ่งจิ่วที่เดินลอยชายอยู่ข้างหลัง
“เจ้ามีเงินรึ?” เฟิ่งจิ่วมองเขาหัวจรดเท้าพลางถาม
“มีสิ เจ้าวางใจ ถึงจะไม่มาก แต่ก็มีพอให้พวกเรากินดื่มไปจนถึงเมืองโอสถตะวัน” เขาตบหน้าอกตัวเองอย่างโอ้อวด ก่อนจะทำหน้าขมขื่น “ร่างกายข้ากำลังอ่อนแอ ต้องบำรุงดีๆ พวกเรารีบไปกันเถิด! แล้วคืนนี้พวกเราก็หาโรงเตี๊ยมพักผ่อนสักหน่อย พรุ่งนี้ซื้อรถม้าสักคัน แล้วพวกเราค่อยนั่งรถม้ากลับไปกัน”
เขาคิดดีแล้ว ต้องนั่งรถม้ากลับไป ไม่อาจเปลืองแรงเด็ดขาด อีกอย่างตลอดเส้นทางยังพักฟื้นร่างกาย