ามาให้เจ้าอีกไม่ได้แล้วนะ เป็นผลผลิตจากปีที่แล้ว ของปีนี้ต้องรอจนฤดูใบไม้ร่วงถึงจะเก็บเกี่ยวได้ เก็บเกี่ยวมาแล้วยังต้องตากแห้งอีก…ใช้เวลาทำไม่น้อยเลย”
คนหนึ่งเกรงใจไม่กล้ารับ อีกคนกลับยัดเยียดส่งให้ ผลักกันไปผลักมาอยู่ครู่ใหญ่
“จูต้าเหนียง คราวนี้ข้ารับไว้แล้ว คราวหน้าไม่เอาแล้วนะเจ้าคะ ถ้าท่านทำแบบนี้อีก แม่สามีต้องตำหนิข้าแน่นอน บอกว่าทำก๋วยเตี๋ยวไม่กี่ชามให้พวกท่านได้รองท้อง ไม่ได้มีเจตนาอื่น แต่ท่านกลับเอาของมาให้เสียนี่…ทำไปทำมากลับกลายเป็นว่าข้าทำของมาแลกเปลี่ยนกับท่านเสียอย่างนั้น”
ถึงแม้สะใภ้ใหญ่เฉินจะรับของไปแล้ว แต่ก็ยังแสดงท่าว่าจำใจรับมาอย่างเสียมิได้…ไม่ใช่ข้าอยากได้นะ แต่ท่านบังคับให้ข้ารับ
“ฮ่า ๆๆๆ…” เย่อวี๋หรานหัวเราะแล้วเอ่ยว่า “คนไม่รังเกียจที่ของขวัญมาก แค่เจ้าไม่รังเกียจว่าสิ่งที่ข้าให้เจ้ามาจากชนบทก็พอแล้ว น้ำใจของเจ้านั้นข้ารับไว้แล้ว น้ำใจของข้า เจ้าก็ต้องรับไว้ด้วย มีให้มีรับจึงจะคบกันยืด เจ้าว่าถูกไหม?”
“จูต้าเหนียง ข้ารับทราบแล้วว่าตัวเองพูดจาสู้ท่านไม่ได้ จริงด้วย พวกท่านมีอะไรที่ไม่กินบ้างไหมเจ้าคะ อีกสักครู่ข้าจะต้องเตรียมมื้อค่ำแล้ว”
“ไม่มีอะไรที่ไม่กินหรอก แต่ครอบครัวพวกข้ามักกินอาหารรสจืด ไม่ใส่เกลือเยอะเกินก็พอแล้ว”
“ตกลง งั้นข้าจะใส่เกลือน้อยหน่อย”
……
“อ้อ จริงสิ สะใภ้ใหญ่เฉิน เจ้ารู้ไหมว่าจะหาซื้อเตาได้ที่ไหน?” เย่อวี๋หรานถาม “ข้าว่าจะให้เจ้าสามบ้