ผ่วเบา
แววตาของเฟิ่งจิ่วที่อยู่ด้านข้างไหวระริกเล็กน้อย หันไปมององค์หญิงผู้นั้น
เซวียนหยวนโม่เจ๋อยกสุราขึ้นจิบหนึ่งอึก เสียงทุ้มต่ำมีเสน่ห์น่าดึงดูดเอ่ยขึ้นอย่างไม่เร่งไม่ช้า “องค์หญิงต้องตาองค์ชายองค์ใดในราชวงศ์เซวียนหยวนเรางั้นหรือ?”
หลังได้ยิน องค์หญิงอิ๋งเสวี่ยยิ้มเล็กน้อย ดุจบุปผาแย้มบานในพริบตานั้น งดงามจนไม่อาจละสายตาได้ “หม่อมฉันรู้ว่านอกจากองค์รัชทายาทเซวียนหยวนแล้ว ยังมีองค์ชายอีกหลายพระองค์ แต่อิ๋งเสวี่ยอยากทูลว่า หากต้องแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ อิ๋งเสวี่ยจะแต่งกับพระองค์เท่านั้น”
นี่คือสารภาพความรู้สึกกันตรงๆ เลยหรือ?
เฟิ่งจิ่วมององค์หญิงอิ๋งเสวี่ยด้วยสีหน้าประหลาดใจ กล้าพูดต่อหน้าเช่นนี้ องค์หญิงอิ๋งเสวี่ยผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ! หากเปลี่ยนเป็นชายอื่น เดาว่าคงดีใจจนหมดสติหากได้ยินประโยคนี้แล้ว แต่โชคดี ชายที่เธอหมายตาไม่ใช่คนที่จะถูกหว่านเสน่ห์ได้ง่ายๆ
ฉะนั้นเธอจึงอยากจะพูดนัก ‘องค์หญิงอิ๋งเสวี่ยเอ๋ย ต้องขออภัยด้วย เจ้ามาช้าไปก้าวหนึ่งแล้ว คนผู้นี้ข้าจองไว้ก่อนแล้ว’
“ข้าไม่สนใจองค์หญิง”
เซวียนหยวนโม่เจ๋อเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงแววเย็นชา ไร้ซึ่งความอ่อนโยนด้วยซ้ำ ครั้นเปิดปากก็กล่าวความในใจชัดเจน ไม่สนใจว่าใบหน้าเลอโฉมราวบุปผาขององค์หญิงอิ๋งเสวี่ยจะซีดขาวในพริบตา
“ในเมื่อองค์รัชทายาทแห่งชื่อสุ่ยไม่สบาย องค์หญิงก็กลับไปดูแลเขาก่อนเถิด! หากอาการแปลกถิ่นไม่ดีขึ้น ข้าให้คนส่