ดสินใจแน่วแน่ว่า จะต้องฉวยโอกาสนี้ขุนนางให้อ้วนให้ได้
“กินเถิด!” เขาอนุญาต
“ขอรับ” นางยิ้มรับ แม้แต่ดวงตาก็โค้งจนเป็นจันทร์เสี้ยว นางยืนอยู่ข้างโต๊ะ หยิบตะเกียบและจานเปล่าใบเล็กใบหนึ่งขึ้นมา ขณะเตรียมคีบเนื้อชิ้นหนึ่งขึ้นมากิน ก็ได้ยินเสียงนั้นดังมาอีกครั้ง
“นั่งกิน”
ครั้นได้ยินคำพูดนั้น แม้แต่อิ่งอีกับฮุยหลางที่ยืนอยู่ด้านหนึ่งก็แปลกใจ ทั้งสองอดสบตากันไม่ได้ จากนั้นก็หันไปมองนายท่าน แล้วมองข้ารับใช้คนนั้น มองอย่างไรก็มองไม่ออกว่าข้ารับใช้คนนี้มีอะไรดีนายท่านถึงได้ปฏิบัติต่อเขาเป็นพิเศษเช่นนี้!
“ขอรับ” เฟิ่งจิ่วจึงไม่เกรงใจเขา รับคำแล้วนั่งลงข้างโต๊ะ คีบเนื้อชิ้นหนึ่งขึ้นมากิน และหลังจากที่คีบอาหารจากแต่ละจานมาชิมหนึ่งคำ จึงค่อยเลื่อนจานอาหารเหล่านั้นไปตรงหน้าเซวียนหยวนโม่เจ๋อ
“พวกเจ้าสองคนออกไปก่อน” เซวียนหยวนโม่เจ๋อเหลือบมองสองคนที่ยืนอยู่ข้างกาย
“ขอรับ”
คนทั้งสองรับคำ ค้อมคำนับแล้วก็เดินออกไปด้านนอก ฮุยหลางมองอิ่งอีแปลกๆ ถามว่า “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าคนที่นายท่านตามหาคือข้ารับใช้คนนั้น? ดูอย่างไรเขาก็ไม่เห็นมีอะไรพิเศษเลยนี่!”
อิ่งอีเหลือบมองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง กล่าวว่า “หลายวันนี้เขตเรือนด้านในมีข้ารับใช้มาใหม่แค่คนเดียว อาหารของนายท่านมีผู้เชี่ยวชาญทดสอบให้แล้ว ยามนี้กลับเรียกคนมาลองชิมอีก แค่นี้ก็รู้แล้วว่าไม่ใช่แค่ลองชิม คนคนนี้ต้องมีอะไรบางอย่างแน่ๆ”
เอ่ยจบ เขาชะงักเล็กน้อย ก่อนจ