ป็นนาย ก็ไม่รู้ว่าอันที่จริงนายท่านของเขาเป็นผู้หญิง ยิ่งไม่รู้ตัวตนภูตหมอของเฟิ่งจิ่ว และไม่รู้ว่าพละกำลังของเฟิ่งจิ่วบรรลุถึงระดับกำเนิดวิญญาณแล้ว
เขาเพียงรู้และมั่นใจว่าเฟิ่งจิ่วเป็นคนช่วยชีวิตเขา เฟิ่งจิ่วมอบชีวิตใหม่แก่เขา ด้วยเหตุนี้เขาจึงปกป้องเฟิ่งจิ่วด้วยชีวิต
กระทั่งเวลาเที่ยงวัน พวกของต้วนเยี่ยในโรงเตี๊ยมถึงจะทยอยตื่นขึ้นมา เมื่อพวกเขาล้างหน้าบ้วนปากออกจากห้อง แล้วมานั่งชั้นล่างเตรียมจะสั่งอาหารกิน ถึงพบว่าพวกเขาสี่คนมากันครบ แต่เฟิ่งจิ่วกับปี้ซานสองคนกลับไม่เห็นเงา
“เฟิ่งจิ่วล่ะ? คงไม่ยังไม่ตื่นกระมัง?” หนิงหลางถามขึ้นและมองซ้ายขวา รอบข้างไม่เห็นเงาของเฟิ่งจิ่ว จึงลุกขึ้นมา “พวกเจ้าสั่งอาการก่อนเลย ข้าจะขึ้นไปดูเสียหน่อย”
พวกของลั่วเฟยสามคนพยักหน้า ก่อนจะเรียกเสี่ยวเอ้อมาสั่งกับข้าวและข้าวสวยสองสามชาม
หนิงหลางที่ขึ้นไปห้องชั้นสองเคาะๆ ประตูห้องที่เฟิ่งจิ่วพัก พร้อมขานเรียก “เฟิ่งจิ่ว? เจ้ายังไม่ตื่นหรือ? พวกเราตื่นกันแล้ว รอเจ้ากินมากินข้าว”
“เฟิ่งจิ่ว?” เขาออกแรงทุบประตูเล็กน้อย แล้วเปิดประตูห้องในทันที เห็นท่าทางก็เดินเข้าไป “เฟิ่งจิ่ว?”
ข้างนอกข้างในไม่เห็นคนและไม่เห็นอสูรกลืนเมฆา ตกใจเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้ กำลังตะออกไปตามเจ้าของโรงเตี๊ยมมาถามก็เห็นเขาเดินเข้ามา
“คุณชาย คุณชายท่านนี้ไปตั้งแต่เช้าแล้วขอรับ” เจ้าของโรงเตี๊ยมเข้ามาบอก
“ไปแล้ว?” หนิงหลางประหลาดใจ เสียงสูง