ให้พวกเขาแล้ววิ่งหนีไปอย่างเหนียมอาย
“พอแล้วๆ ไม่ต้องโยนๆ พวกเราจวนจะถือกันไม่ไหวแล้ว”
หนิงหลางตะโกน สองมือถือสองตะกร้าที่เต็มไปด้วยผลไม้มายังข้างกายเฟิ่งจิ่ว เห็นอีกฝ่ายกำลังถือผลไม้กินก็พลันเอ่ยว่า “เฟิ่งจิ่ว มากเพียงนี้พวกเรากินไหวเสียที่ไหน รีบๆ ไปเถอะ! พวกเราจะไปพักตรงศาลาริมทะเลสาบ”
“ไปเถอะ!” เฟิ่งจิ่วช่วยถือตะกร้า ร่างของพวกเขาโฉบไปบนถนนใหญ่ ไม่นานนักก็มาถึงศาลาริมทะเลสาบ
พวกเขาวางผลไม้ลงในศาลา นอกจากสองตะกร้าที่หนิงหลางถือมาแล้ว คนอื่นๆ ต่างเก็บมาเต็มกระเป๋าเสื้อ เมื่อเห็นผลไม้มากมายเพียงนี้ก็ส่ายหน้าอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะมองเฟิ่งจิ่ว “ผลไม้มากมายขนาดนี้จะทำอย่างไร?”
“กินสิ! ผลไม้ยังสดใหม่มาก ทั้งกรอบ หวาน และชุ่มฉ่ำ” เธอหยิบขึ้นมากินอีกลูก กล่าวว่า “สตรีสมัยนี้ช่างเป็นมิตรนัก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ข้าเก็บผลไม้”
“กิน? เยอะขนาดนี้จะกินหมดได้อย่างไร” ซ่งหมิงหยิบขึ้นมากินบ้าง เอ่ยว่า “เก็บไว้นานไปจะเสียนะ”
“เรื่องนี้ง่ายๆ ข้ามีความคิดแล้ว” หนิงหลางฉีกยิ้ม มองพวกเขาพลางบอก “พวกเจ้าดูสิ ที่นี่มีนักเดินทางมากมาย พวกเราวางขายผลไม้ที่นี่ได้!”
พวกเฟิ่งจิ่วได้ยินคำพูดนี้ก็ตกใจ มองเขาด้วยสีหน้าแปลกๆ จากนั้นค่อยบอกว่า “อยากขายเจ้าไปขายเลย ข้าไม่ไป”
“ข้าก็ไม่ไป” ต้วนเยี่ยส่ายหน้าเช่นกัน
“พวกเราไม่ไป” ลั่วเฟยกับซ่งหมิงเอ่ยปาก พวกเขาไม่ได้ขาดเงินจนต้องทำเช่นนี้ ขายผลไม้หรือ? ลือกันไปคนได้หัวเ