เจ้าเนี่ยนะ โชคดีไม่เลวจริงๆ มาเจอพวกเราที่นี่ได้ มิเช่นนั้นถ้าไม่โดนสัตว์ร้ายลากไป เดาว่าคงเสียเวลาอยู่ที่นี่จนไม่เหลือแม้แต่ชีวิต”
“พอแล้ว อย่ามัวพูดพล่าม พวกเจ้าดูทีว่าในถุงฟ้าดินของใครมีเสื้อผ้าที่เขาใส่ได้บ้าง เอามาให้เขาสักชุด” หลังจากทำแผลอย่างรวดเร็ว เฟิ่งจิ่วก็ดามกระดูกขาที่หักของเขาให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินไปล้างมือด้านข้างด้วยน้ำสะอาด
“รูปร่างเขาใหญ่เพียงนี้ สวมเสื้อผ้าของพวกเราไม่ได้แน่ๆ แต่ในของที่พวกเราได้มามีเสื้อผ้าคนอื่นไม่น้อย น่าจะมีเสื้อผ้าที่เขาใส่ได้”
หนิงหลางพูดพลางหยิบถุงฟ้าดินมาควานหา ไม่นานนักก็เอาเสื้อผ้าออกมาชุดหนึ่ง เทียบรูปร่างของทหารรับจ้างบนพื้นแล้วยิ้มเอ่ยว่า “อืม ตัวนี้น่าจะได้”
“มานี่ๆ ข้ามีอะไรจะบอกเจ้า” ลั่วเฟยลากเฟิ่งจิ่วไปด้านข้าง ก่อนจะกดเสียงเบาถาม “ตอนนี้จะทำอย่างไรกัน เพิ่มมาอีกคนแล้ว พวกเราจะอยู่ที่นี่รอรักษาแผลเขาจนหายแล้วไปด้วยกันหรือไม่?”
“อืม รอรักษาแผลตรงขาของเขาให้หาย แล้วไปด้วยกันเถอะ!” เฟิ่งจิ่วพยักหน้าตอบ
“จะไปด้วยกันจริงหรือ? กระดูกหักไม่ใช่จะฟื้นสภาพกลับมาได้ในสองสามวันนะ” ลั่วเฟยมองทหารรับจ้างทางนั้น ถึงแม้คิดว่าเขาเหลือตัวคนเดียวน่าสงสารนัก แต่จะให้พวกเขาอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนเขาสิบวันครึ่งเดือนก็…
เฟิ่งจิ่วได้ยินเช่นนี้ก็ยิ้มๆ “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ให้เขาพักก่อนสักหน่อย ไม่ถึงสามวันก็ไปได้แล้ว”
“หา? เป็นไปได้อย่างไร นั่นเขากระดูกห