ะไม่เหมาะ” เฟิ่งจิ่วเอ่ยขึ้นมา ก่อนจะพาพวกเขาบินไปทางด้านนอกป่า
เทียบกับตอนแรกที่เข้ามาแล้วยังแยกทิศทางไม่ได้ ไม่รู้สถานที่ชัดเจน พวกเขาที่อย่างไรเสียก็ใช้ชีวิตอยู่ในนี้มาเกือบหนึ่งปีคุ้นเคยกับเส้นทางออกไปเป็นอย่างยิ่งแล้ว
ตอนเข้ามาเป็นเพียงระดับสร้างรากฐาน หนึ่งปีออกไปกลับเป็นผู้ฝึกตนหลอมแก่นพลังแล้ว แค่คิดก็ตื่นเต้นอย่างอธิบายไม่ถูก เดาว่าหากพวกเขากลับถึงบ้าน ครอบครัวเห็นว่าพละกำลังของพวกเขาพัฒนาขึ้นจะต้องดีใจมากแน่
พวกเขาโอบกอดความรู้สึกปลาบปลื้มขี่กระบี่บินออกไป ทว่าเมื่อพ้นป่าผืนนี้แล้วมาถึงป่าภูตต้นไม้ที่บินไม่ได้ ยังไม่ทันลงมาจากกลางอากาศ เฟิ่งจิ่วก็ส่งเสียงร้อง
“เป็นอะไรไป?” คนอื่นข้างๆ เอ่ยถาม
“พวกเจ้าดูคนคนนั้นข้างล่าง คุ้นๆ ใช่หรือไม่?” เธอให้สัญญาณพลางชี้ไปยังร่างสะบักสะบอมซึ่งซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาด้านล่างตรงจุดที่สองป่ามาบรรจบกัน
“คุ้น? พวกเราไม่มีคนรู้จักข้างในนี้ เดาว่าเป็นศัตรูเสียมากกว่า” ลั่วเฟยกล่าวขณะมองไปข้างล่าง เห็นว่าร่างนั้นสกปรกมอมแมมไปหมด ยังขยับได้ แต่เหมือนจะบาดเจ็บและอยู่ตรงนั้นไปแบบนั้น
“นั่นใคร?” หนิงหลางเอ่ยถาม มองคนข้างล่างนั้นแต่ว่าจำไม่ได้
“ลงไปดูกันเถอะ” เฟิ่งจิ่วกล่าวจบ ขนนกบินก็พุ่งลงจากกลางฟ้าแล้ว พริบตาเดียวก็มาถึงด้านล่างก่อนจะลงเดินไปทางหุบเขา
คนที่หลบซ่อนในหุบเขาเหมือนรู้สึกได้ว่ามีคนมา แต่เขาไม่ขยับและไม่หนี ทำเพียงนั่งพิงโคลนพลางแทะเปลือก