หลังจากนกอินทรีตีปีกบินไป เธอก็พาหนิงหลางกระโดดขึ้นขนนกบินขึ้นไป แล้วหยุดลงกลางอากาศมองหมีดำตัวใหญ่เบื้องล่างที่จ้องมองพวกเขา
หนึ่งตัวในนั้นเดินออกมาจากข้างหลัง มันสูงกว่าหมีกินคนตัวอื่นๆ หน่อย หลังจากจ้องมองทั้งสอง ยังหันมองนกอินทรี สุดท้ายถึงจะหมุนตัวออกไป
หนิงหลางถอนหายใจเบาๆ “โชคดี หากสู้กันอีก เดาว่าข้าคงได้บาดเจ็บเพิ่ม”
“เอาล่ะ พวกเราไปกันเถอะ! ไปรวมกับพวกของต้วนเยี่ยก่อน” เฟิ่งจิ่วกล่าวจบก็พาหนิงหลางนั่งขนนกบินกลับไป ส่วนนกอินทรีคอยเปิดทางให้พวกเขาข้างหน้า ไม่นานนักก็เห็นพวกของหนิงหลางร่อนกระบี่มาทางนี้
“เฟิ่งจิ่ว! หนิงหลาง! พวกเจ้าไม่เป็นอะไรกระมัง?”
พวกเขาเห็นทั้งสองรอดมา ใจที่หวั่นๆ จึงผ่อนลง ในที่สุดก็วางใจได้เสียที
“ข้าบาดเจ็บไม่น้อย เจ็บแทบตายแล้ว” หนิงหลางเอ่ยด้วยใบหน้าเจ็บปวด ทว่านึกถึงเจ้าตัวน้อยในอ้อมอก จึงเผยรอยยิ้มดีใจออกมา “จริงด้วย ข้าจะบอกพวกเจ้า! ข้าเก็บนกน้อยมา ไม่ใช่นกน้อยธรรมดาๆ”
เขานำนกน้อยในอ้อมอกออกมาพวกเขาดูราวกับเป็นสมบัติ “พวกเจ้าดูสิ มันนี่แหละ”
นกอินทรีข้างๆ มองไปก็แค่นเสียงหยัน แล้วหันหน้าไปทางอื่นไม่พูดไม่จา
พวกของต้วนเยี่ยแปลกใจเป็นที่สุด มองๆ นกน้อยตัวนั้น… อันที่จริงพวกเขาคิดว่ามันต่างจากนกน้อยไม่มาก สิ่งที่แตกต่างคือขนนกบนตัวของมันสีสันมากมายคล้ายคลึงนกแก้ว
“เอาละ มาคุยอะไรกันบนนี้? ไปข้างล่างเถอะ” เฟิ่งจิ่วเอ่ยขึ้น พาหนิงหลางไปในป่าด้านล่าง