อไม่ว่าเป็นอย่างไร?”
เขาได้ยินคำพูดนี้ ผิวหน้าตึงเกร็ง เห็นท่าทางของเฟิ่งจิ่วก็รู้ว่าไม่ใช่เรื่องดี จึงไม่ถามแต่เอ่ยว่า “รู้แล้วๆ ครั้งต่อไปจะไม่พูดได้หรือยัง?”
“ได้ แผลใกล้จะหายดีแล้ว ลุกขึ้นมาออกกำลังกายก็ไม่เป็นไร พักไปสองสามวันฝีมืออย่าช้าลงเชียว” เฟิ่งจิ่วลุกขึ้นมาปัดๆ ชุดคลุมพลางเอ่ย
ยามนี้ลั่วเฟยก็เข้ามา ถามว่า “เฟิ่งจิ่ว ตอนนี้พวกเราอยู่รอบนอกเทือกเขาอเวจี? ยังไม่เข้าไปรอบในใช่หรือไม่?”
“แน่นอนว่าไม่ นี่เป็นเพียงพื้นที่รอบนอก”
ลั่วเฟยได้ยินเช่นนี้ก็พูดไม่ออกสักเท่าไร “ที่นี่จะใหญ่เกินไปแล้ว พวกเราอยู่ในนี้มาหลายเดือน นึกไม่ถึงว่ายังอยู่แค่รอบนอก? นี่ยังร่อนกระบี่บินเดินทาง หากเดินเท้าไปไม่ต้องพูดถึงหนึ่งปีเต็มคงเดินไม่พ้นรอบนอกเลยกระมัง?”
“นั่นแน่นอน ที่นี่เชื่อมต่อกับแปดจักรวรรดิใหญ่ ที่นั่นขนานนามว่าอะไร? เป็นเมืองลอยฟ้า ในนี้ต่อให้ร่อนกระบี่บินไปอยากจะออกไปในเวลาสั้นๆ ก็เป็นไปไม่ได้”
เธอเอ่ยถึงตรงนี้ก็ยิ้มเล็กน้อย มองทั้งสองพลางเอ่ยว่า “ไม่แน่เมื่อไรอาจได้ลองเสียหน่อย ว่าข้ามผ่านที่นี่ไปเมืองลอยฟ้าของแปดจักรวรรดิใหญ่ต้องใช้เวลานานเพียงใด?”
“ไม่น่าเบื่อเพียงนั้นหรอก” ลั่วเฟยเบ้ปาก กล่าวว่า “สำนักหมอกดาราจะลงมาเกณฑ์คนเป็นระยะๆ นอกจากนั่งค่ายกลเคลื่อนย้ายไปที่นั่น ยังนั่งเรือเหาะของพวกเขาได้ มีพวกเขาคุ้มครองก็ไม่ต้องกังวลว่าจะเจออันตราย คนโง่ถึงจะคิดข้ามผ่านเทือกเขาแห่งความ