ยเห็นดังนั้นก็มองหน้ากัน ชะลอฝีเท้ามาตรงเกี้ยว เห็นลั่วเฟยเรียกอยู่ตรงนั้นก็อดมองเขาด้วยความสงสัยไม่ได้ ถามว่า “เจ้าทำอะไร?”
ลั่วเฟยมองพวกเขาแวบหนึ่ง ก่อนขานเรียกอีกว่า “ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์เฟิ่ง?” เรียกสองครั้งยังไม่มีคนตอบ จึงยื่นมือเปิดม่านมองด้านใน มองคราวนี้เขาอึ้งไปทันที
“คนล่ะ?”
พวกของต้วนเยี่ยเห็นเช่นนั้นก็พลันตกตะลึง มองเกี้ยวที่ว่างเปล่า ตอบสนองไม่ค่อยทันนัก
ผู้ฝึกตนสองสามคนที่แบกเกี้ยวอึ้งไปพักหนึ่ง หลังจากวางเกี้ยวลงก็มองด้านใน บอกว่า “ไม่ทราบขอรับ! พวกเราไม่เห็นเขาลงจากเกี้ยวเลย”
“เจ้าติดตั้งกลไกในเกี้ยวหรือ” ซ่งหมิงมองลั่วเฟยพลางถาม “เจ้ากำลังทำบ้าอะไร?”
“ถึงข้าวางกลไกก็ไม่มีทางทำให้คนหายได้หรอก! แต่ตอนนี้เขาไปไหนแล้ว?” เขาก็งุนงงเช่นกัน ไม่รู้ว่าคนด้านในเกี้ยวหายไปตั้งแต่เมื่อไร
“ตามหาสิ! คนอยู่ดีๆ เจ้าก็ยังทำหายไปแล้ว? เจ้าหมายความว่าอย่างไร!” ซ่งหมิงผลักเขา เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “รีบตามหาคนให้พวกข้าเร็วเข้า”
“จะหาอย่างไร กลับไปหาหรือ หรือว่าจะลงจากเกี้ยวไปตอนเข้าเมืองมา? กลับไปถามสักหน่อย” ลั่วเฟยกล่าวแล้ววิ่งกลับไปโดยเร็ว คนอื่นๆ ตามกลับไปเช่นกัน ระหวางนั้นก็ถามคนสัญจรว่าเห็นหนึ่งคนกับหนึ่งอสูรหรือไม่
เวลาเดียวกันนี้ เฟิ่งจิ่วในชุดแดงอุ้มกลืนเมฆายืนอยู่หน้าประตูจวนตระกูลลั่ว ยามเห็นว่าประตูใหญ่เปิดไว้ มุมปากพลันยกขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยยิ้ม
ชายชราคนหนึ่งเดินม