เขาอเวจีมีของล้ำค่าไม่น้อย ขอแค่เขาชอบเงินทอง ก็จะไม่ปฏิเสธคำเชิญของพวกเรา” แววตาเธอขยับไหวเล็กน้อย ในดวงตามีแววยิ้มบางๆ
ต้วนเยี่ยเห็นเฟิ่งจิ่วไม่เชื่อก็ไม่ได้ว่าอะไร “รอไปเจอเขาเจ้าจะรู้เอง เขาคนนั้นน่ะ จะว่าอย่างไรดี! เขาจะไม่ปล่อยโอกาสหาเงินใดๆ ไป แต่ขณะเดียวกันเขาก็หวงแหนชีวิตนัก อย่างที่เขาเคยพูดไว้ ได้เงินมาแล้วก็ต้องใช้เสพสุข ดังนั้นเขาจึงไม่คิดจะทำเรื่องอันตราย จะได้ไม่โยนชีวิตทิ้งไปโดยไม่ระวัง คนตายแล้วใช้เงินไม่ได้ น่าเวทนาเกินไปแล้ว”
เฟิ่งจิ่วได้ยินก็หัวเราะเบาๆ “ช่างเป็นคนที่น่าสนใจนัก ไปกันเถอะ!” เธอก้าวเดินไปข้างหน้า ส่วนกลืนเมฆาตามไปข้างเท้าเธอ
ต้วนเยี่ยเห็นดังนั้น ใบหน้าเด็กน้อยฉายความจนใจบางส่วน จากนั้นเดินตามไปด้านใน
“ในเมื่อจะตามหาเขา เช่นนั้นก็ไปเยี่ยมที่จวนเจ้าเมืองเลยเถอะ! เขาอาจจะอยู่ที่บ้าน” ต้วนเยี่ยกล่าวแล้วก็หาคนมาถามทาง ก่อนมุ่งไปยังจวนเจ้าเมืองพร้อมกับเฟิ่งจิ่ว
“เจ้าเป็นใคร?” ทหารอารักขาของจวนเจ้าเมืองขวางทั้งสองไว้พลางถาม
“ข้าต้องการพบนายน้อยของพวกเจ้า พวกเจ้าเข้าไปรายงานที บอกว่าต้วนเยี่ยมาหาเขา” ต้วนเยี่ยที่มีหน้าเด็กน้อยยืนเอามือไพล่หลัง สวมชุดคลุมสีม่วง ท่าทางสูงส่งเป็นธรรมชาติ
ทหารอารักขาสองสามคนนั้นเห็นแล้วก็มองหน้ากัน บอกว่า “โปรดรอสักครู่” คนหนึ่งเข้าไปรายงานอย่างรวดเร็ว
ภายในจวนเจ้าเมือง ในห้องหนังสือ หนุ่มน้อยคนหนึ่งที่กำลังคิดบัญชีเคาะลูกคิด