ลงอีกครั้ง เขยิบเข้าไปใกล้ๆ ข้างกายเฟิ่งจิ่ว
เฟิ่งจิ่วเห็นดังนั้นก็ยิ้มหยีตา กล่าวยิ้มๆ ว่า “อันที่จริงก็มีผีดีๆ ด้วย เพียงแต่ค่อนข้างน้อยกว่าเท่านั้น ครั้งหนึ่งข้าผ่านไปสถานที่หนึ่ง เห็นว่าท้องฟ้ามืดจึงคิดจะพักแรม ตอนนั้นเห็นที่นั่นมีเพียงครอบครัวเดียวก็รู้สึกว่าผิดปกตินัก แต่คิดว่าคงไม่มีอะไร พอจะเข้าไปถามก็เห็นว่าหน้าประตูมีเด็กน้อยอายุสามสี่ขวบ…”
“เด็กคนนั้นเป็นผีหรือ?”
“ไม่ใช่ เด็กไม่ใช่ผี แต่ปู่ย่าพ่อแม่ล้วนเป็นผี เพราะถูกคนฆ่าตาย ซ้ำยังอาฆาตแค้นไม่ปล่อยวาง ด้วยเหตุนี้…”
สิงโตไฟที่ยืนข้างๆ เป็นอสูรศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงสุดแล้ว ได้เบิกปัญญานานแล้ว ยามนี้ก็มองนายท่านของตนนั่งฟังหนุ่มน้อยชุดแดงที่ไม่รู้มาจากไหนเล่าเรื่องผีอยู่ตรงนั้นอย่างสนอกสนใจ
เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป สิงโตไฟที่เดิมทีไม่ค่อยสนใจพลันฉุกคิดในใจ สายตาดุร้ายจับจ้องบริเวณหนึ่ง
ภายในป่าไม้ไม่ไกล อสูรกลืนเมฆาตัวอ้วนกลมกำลังสาวก้าวเล็กวิ่งเหยาะๆ กลับมา มันชำเลืองมองสิงโตไฟตัวโต ก่อนจะมาที่ข้างกายนายท่านตนเอง
“เอ๊? นี่สัตว์เลี้ยงเจ้าหรือ”
เด็กหนุ่มเห็นอสูรน้อยตัวกระปุ๊กลุก ในดวงตาก็เผยความดูแคลน “อสูรน้อยตัวเล็กเพียงนี้ ซ้ำยังช่วยต่อสู้ไม่ได้ เจ้าจะเลี้ยงไว้ทำไม แบบนี้เหมาะให้พวกผู้หญิงเลี้ยงเล่นเท่านั้น”
กลืนเมฆาเหล่มองเขา ไม่ได้สนใจเกินไปนักด้วยซ้ำ ช่างเป็นคนที่มีตาหามีแววไม่
เฟิ่งจิ่วหัวเราะเบาๆ พลางลูบขนอ่อนนุ่มข