ดทั้งคืน
จนถึงตอนกลางดึก คนที่มาช่วยงานแยกย้ายกลับไปพักผ่อนที่เรือนตนเอง ถึงเวลานี้ จูกู่กับจูหมี่ค่อยคืบคลานขึ้นมาหาที่นั่ง
จูหมี่มองแม่ม่ายฉินที่นอนอยู่บนเตียงสักพักก็ร้องไห้ขึ้นมาอีกครั้ง
แต่เมื่อเทียบกับเสียงร้องไห้โฮก่อนหน้านี้ คราวนี้เขาร้องเสียงเบายิ่ง แลดูจริงใจกว่าเดิม
“ฮือ ๆๆ…”
จูกู่หันมามอง “หยุดร้องได้แล้ว เก็บแรงเอาไว้ พรุ่งนี้กับวันมะรืนยังต้องร้องอีกนะ”
“ข้ารู้ แต่ข้าอดไม่ได้นี่นา…” จูหมี่น้ำตาไหลพราก เขาหันมาถามจูกู่ว่า “ท่านไม่อยากร้องไห้หรือ?”
“อยาก เมื่อกี้ร้องไปแล้ว” จูกู่ตอบ
“เมื่อกี้ร้องไห้ปลอม ๆ ไม่ใช่หรือ?” จูหมี่ถามทั้งที่น้ำตาคลอหน่วย
จูกู่ “…”
เขาไม่อาจปฏิเสธว่าการร้องไห้เหมือนจะขาดใจให้ได้แบบนั้นย่อมไม่ได้มาจากใจจริงทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้ปลอมทั้งหมดเสียทีเดียว ย่อมจะมีความรู้สึกร่วมด้วยอยู่ไม่มากก็น้อย
จะพูดอย่างไรแม่ม่ายฉินก็เป็นมารดาของพวกเขา นางตายแล้ว พวกเขาจะไม่เศร้าใจเสียเลยก็คงเป็นไปไม่ได้
“ท่านพี่ ข้ากลัว…”
“กลัวอะไร?”
จูหมี่มองร่างแม่ม่ายฉินพลางเอ่ยเสียงสะอื้น “กลัวว่าท่านแม่จะตำหนิพวกเรา ตอนท่านแม่จากไปก็รู้ว่าพวกเราสนิทกับจูอู่ ทั้งยังไปทำงานที่เขาแนะนำให้อีก…ฮือ ๆๆ…วันนั้นตอนที่พวกเราจากไป ท่านแม่ยังด่าพวกเราว่าลูกอกตัญญูอยู่เลย!”
พวกเขามักจะไม่อยู่บ้าน แต่ไปทำงานรับจ้างหาเงินเลี้ยงตัวเองอยู่ข้างนอกเสียเป็นส่วนใหญ่ แม่ม่ายฉินจะไม่รู้ได้อย่างไร?