ตอนนั้นอยู่ในช่วงฤดูกาลทำนาจึงไม่มีใครสนใจ “คนก็ตายไปแล้ว ยังมีอะไรต้องพูดอีก?”
“ร่างกายนางทรุดโทรมขนาดนั้น เป็นใครก็มองออกว่าคงอยู่ได้ไม่นาน อ้อ ลูกชายสองคนของนางอยู่ไหม?”
“ไม่อยู่ ไปทำงานรับจ้างในตำบล”
“ในช่วงทำนาแบบนี้ พวกเขาไปรับจ้างกันทำไม?”
“พวกเขาสองคนอายุยังน้อย ทำนาไม่ไหว ไม่ทำงานรับจ้างแล้วจะให้ทำอะไร?”
“งานรับจ้างพวกนั้นได้มาจากคนอื่นอีกที ได้รับค่าจ้างหนึ่งในห้า”
“ไม่แย่เลยนะ ดีจริง ๆ”
“ก็ดีน่ะสิ จูอู่ช่วยไปของานมาให้”
“งานรับจ้างของพวกเขาสองคน จูอู่ก็เป็นคนหามาให้?”
“ใช่”
“ไอ้หยา ดีเลย ว่างเมื่อไหร่ ข้าจะไปบอกให้จูอู่ช่วยหางานให้พวกเราบ้าง พอให้มีรายรับเล็ก ๆ น้อย ๆ”
……
พูดไปพูดมาก็เปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่น
ในช่วงเวลาอย่างนี้ ถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญ คนตายไปหนึ่งคนไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
นอกจากนี้ ยังไม่ใช่คนในครอบครัวตัวเอง
ข่าวการตายของแม่ม่ายฉินแพร่มาถึงครอบครัวของจูสุ่ยหนิวเช่นกัน
จูสุ่ยหนิวที่กำลังทำงานอยู่อึ้งงัน “ตาย…แล้ว?”
“อื้ม! ตายแล้ว!” ภรรยาของเขามองเขาด้วยแววตาวาวโรจน์ “ทำไม นางตายแล้ว เจ้ายังอาลัยอาวรณ์นางอีก? ข้าถุย! ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่คนดีอะไร สามีตัวเองตายไปแล้วก็ไปยั่วยวนผู้ชายคนอื่น สมน้ำหน้าแล้วที่ตายเร็วแบบนั้น…”
ว่าแล้วก็ผรุสวาทด่าทอติดต่อกันหลายประโยค
ตอนที่เรื่องสามีของนางเป็นชู้กับแม่ม่ายฉินถูกเปิดโปงออกมา ทำให้นางอับอายขายหน้าคนในหมู่บ้านยิ่งนัก
นางโมโห