ยุดลงตรงหน้านั้น เพียงเห็นว่าในเวลาแค่ไม่กี่อึดใจ สัตว์วิญญาณและสัตว์ร้ายยี่สิบกว่าตัวก็วิ่งออกมาจากในป่า
สัตว์วิญญาณและสัตว์ร้ายยี่สิบกว่าตัวนั้นเหมือนจะไม่มีความฮึกเหิมและดุร้ายกระหายเลือดอย่างที่พวกมันควรมี มากันอย่างบ้าคลั่ง ครั้นมาถึงข้างกายไป๋เสี่ยวกลับเดินวนรอบเขา แต่ละตัวร้องเบาๆ เสือร้ายตัวหนึ่งในนั้นยังโน้มตัวลงให้ไป๋เสี่ยวขึ้นไปนั่ง
ไป๋เสี่ยวเป่าคาถาคุมสัตว์ก่อนขี่เสือร้ายตัวนั้นมายังเบื้องหน้าเฟิ่งจิ่ว แล้วถึงจะขยับของตรงริมฝีปากออก มองไปยังเฟิ่งจิ่วด้วยใบหน้าเผยรอยยิ้ม “คุณชาย พวกระดับเก้าลงไปข้าควบคุมได้หมด แต่ระดับเก้าขึ้นไปข้าต้องฝึกฝนวิชาคุมสัตว์ของตระกูลถึงชั้นที่หกถึงจะทำได้”
เฟิ่งจิ่วมองเสือร้ายตัวนั้นที่ไม่มีพันธสัญญาและเป็นพาหนะให้เขาอย่างเชื่องๆ พลางพยักหน้า “ไม่เลว ก้าวหน้าเร็วมากจริงๆ เจ้ามีสิ่งนี้ติดตัว แม้สู้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร”
สายตาเธอมองผ่านร่างสัตว์อสูรพวกนั้น ในหัวกลับกำลังคิดว่าทักษะคุมสัตว์ของไป๋เสี่ยว เมื่อฝึกฝนแล้วการคุมสัตว์อสูรจะเทียบเท่าหนึ่งกองทัพ หากต้องสู้กันเป็นกลุ่ม การคุมสัตว์นี้ก็ช่วยได้มากจริงๆ
ยามนี้สายตาของยมราชน้อยที่ยืนอยู่ข้างกายเฟิ่งจิ่วหยุดลงบนร่างไป๋เสี่ยวพักหนึ่งถึงจะละออกไป
“ในตระกูลเจ้ามีกี่คนที่คุมสัตว์เป็น?” เฟิ่งจิ่วเอ่ยถาม
“ท่านปู่ข้าขอรับ ยังมีท่านพ่อด้วย แต่เขาบาดเจ็บถึงแก่นพลังทอง ไม่มีทางฝึกวิชาคุมสัตว์ของตระกูลเราได้แ