ปากยิ้มพลางออกไป
เจ้าสำนักมองอาจารย์โอสถหวงที่สภาพร่างกายเปลี่ยนไป ถอนใจกล่าวว่า “เจ้าจะให้ข้าพูดอย่างไรกับเจ้าดีเล่า สำนักศึกษามีคนตั้งมากมายเพียงนี้เจ้าไม่สนใจ ดันไปหาเรื่องเขา? รีบกลับไปคิดหาวิธีรักษาเถอะ! สภาพเจ้าตอนนี้ ออกมาเดินเหินน้อยๆ หน่อยจะดีที่สุด ช่าง…”
เขาพูดไม่ออกอยู่บ้าง หากเป็นคนที่ไม่รู้ยังดี ให้เปลี่ยนเสื้อผ้าก็ดูเหมือนผู้หญิงจริงๆ แต่พวกเขาที่คุ้นเคยและรู้จักกันเห็นอาจารย์โอสถหวงในตอนนี้ กลับรู้สึกแต่ว่าขัดตาระคนหมดคำพูด
มองไปมากเข้ายังรู้สึกรับไม่ได้ ทำให้เขาไม่รู้จะพูดอะไรดีจริงๆ
เมื่อเจ้าสำนักส่ายหน้าสะบัดแขนเสื้อจากไป รอบๆ ก็เหลือเพียงกวนสีหลิ่นกับเยี่ยจิงสองคนที่มายังข้างกายสามสัตว์อสูร รวมถึงอาจารย์โอสถหวงที่นั่งนิ่งอย่างทำอะไรไม่ถูก…
ส่วนอีกด้านหนึ่ง รองเจ้าสำนักที่พาเฟิ่งจิ่วไปเก็บยาทิพย์ก็กลับยอดเขาหลักหลังผ่านไปหนึ่งชั่วยาม เขามายังเบื้องหน้าเจ้าสำนักพลางปาดๆ เหงื่ออย่างอดไม่ได้
“กลับมาเร็วเพียงนี้เชียว? เฟิ่งจิ่วเลือกยาเรียบร้อยแล้วหรือ?” เจ้าสำนักกำลังเล่นหมากรุกกับโม่เฉิน เห็นเขากลับมาจึงเอ่ยถาม
รองเจ้าสำนักมองๆ อีกฝ่าย อ้าปากพะงาบๆ กลับไม่รู้ว่าจะเอ่ยปากอย่างไรดี
“ทำไมรึ มีอะไรก็พูดมา อย่าอ้ำๆ อึ้งๆ” เจ้าสำนักมองสีหน้าของรองเจ้าสำนักอย่างตลกขบขัน พลางวางหมากลง บอกโม่เฉินว่า “ตาเจ้าแล้ว”
รองเจ้าสำนักเห็นเช่นนี้ก็ลังเลสักพัก แล้วถึงจะหยิบกระดาษจากในแข