ึกกระดากใจอยู่บ้าง นางกล่าวว่า “ให้ซื่อเม่ยเป็นคนพูดดีกว่า ข้าไม่กล้าพูด”
“ไม่กล้าพูดอะไรกัน?” จูปาเม่ยถาม “พี่รองเจ้าสร้างปัญหา หรือหลานสาวสามคนนั้นของพวกเจ้ากันล่ะ?”
“ไม่ใช่…” หลินซื่อเม่ยพูดขึ้นมา “พวกข้าได้ยินมาว่าเรื่องหมั้นหมายของหลี่ฉิน มีแม่เจ้าเป็นคนกลางคุยให้ใช่หรือไม่?”
จูปาเม่ยพยักหน้า “ใช่แล้ว ทำไมหรือ? พวกเจ้าคิดว่าเรื่องมงคลนี้มีอะไรไม่เหมาะสม?”
“ไม่ใช่หรอก” หลินซื่อเม่ยส่ายหน้า “อีกฝ่ายเป็นคนในตำบลเชียวนะ เรื่องมงคลดี ๆ แบบนี้ไม่ได้หากันได้ง่าย ๆ ยินดีด้วยยังแทบไม่ทัน แล้วจะมีอะไรไม่เหมาะสมกันเล่า?”
“แล้วพวกเจ้าพูดถึงเรื่องนี้ทำไม?”
“พี่สามของข้าอายุน้อยกว่าหลี่ฉินหน่อยเดียว” จูซื่อเม่ยบอกกล่าวเป็นนัย
หลินซานเม่ยจะว่าอายุมากก็ไม่มาก จะว่าน้อยก็ไม่น้อย
เดิมทีตอนที่มารดายังอยู่ นางก็ใกล้จะถึงวัยดูตัวแล้ว ต่อมามารดาล่วงลับ เรื่องนี้จึงหยุดชะงักลงทั้งอย่างนั้น
เมื่อมาพึ่งพาผู้อื่นเลี้ยงดูอยู่ในเรือนสกุลจูแบบนี้แล้ว ยังจะกล้าพูดถึงเรื่องนี้อีกได้อย่างไร?
ตอนนี้หากนับจากวันที่มารดาถึงแก่กรรมก็ยังไม่ครบสามปี ตามหลักแล้ว ช่วงไว้ทุกข์ยังไม่ครบกำหนด พวกนางยังไม่ควรเอ่ยถึง แต่ตอนนี้เบื้องบนไม่มีผู้หลักผู้ใหญ่ หากรอให้ครบกำหนดไว้ทุกข์ก่อนค่อยเริ่มพิจารณาก็คงได้กลายเป็น ‘แม่นางใหญ่’ กันพอดี
พวกนางที่เป็น ‘ลูกสาวกำพร้าแม่’ เดิมทีก็ออกเรือนได้ยากอยู่แล้ว ถึงตอนนั้นเกรงว่าคงยิ่งยาก