นะ…”
“โอ๊ย จ่ายไม่ไหวอะไรกัน นายท่านถงเซิงมาช่วยอุดหนุนการค้าของข้าต่างหาก ไป ๆๆ หลบไปอีกฝั่ง…” สารถีเกวียนเทียมวัวเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดีนักจึงพูดแทรกขึ้นมา
ไม่ใช่ว่าเขาบังเกิดความเห็นใจต่อหลิวเจี้ยนถงเพราะเคยร่วมทางกันมาแล้ว แต่พอจะมองฐานะของหลิวเจี้ยนถงออก ไม่อยากให้ทะเลาะกันจนน่าเกลียดเกินไป
จริง ๆ เล้ย นายท่านถงเซิงเขาจะนั่งเกวียนเทียมวัวหรือนั่งรถม้าแล้วเกี่ยวอันใดกับเจ้า?
คนเขาเป็นปัญญาชนที่ได้สอบรับราชการเชียวนะ เจ้ายังกล้ามาล่วงเกินเขา เสียสติไปแล้วหรือ?
หลิวเจี้ยนถงถูกคนอื่นฉีกหน้าไปมาก็รู้สึกอับอายขายหน้า
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองขึ้นเกวียนเทียมวัวมาได้อย่างไร แต่เมื่อเขาหอบหิ้วสัมภาระขึ้นเกวียนเทียมวัวแล้วมองประตูเมืองที่ห่างไกลออกไปเรื่อย ๆ ก็รู้สึกเหมือนจะโล่งอก
ราวกับทหารที่แตกฮือหนีทัพมาอย่างไรอย่างนั้น
ความรู้สึกในใจหลิวเจี้ยนถงยุ่งเหยิงไปหมด ที่แห่งนี้มอบเกียรติยศในการเป็นถงเซิงให้เขา แต่ก็มอบความทรงจำอันแสนอัปยศให้ด้วยเช่นกัน
ถ้าเป็นไปได้ เขาก็ไม่อยากกลับมาอีกเลย
ฮู่ว…
ยังดีที่ปีนี้ไม่ต้องสอบเยวี่ยนซื่อ!
ต่างจากที่คนอื่นวิเคราะห์ว่าเป็นเพราะความอัตคัด หลิวเจี้ยนถงตระหนักดีว่า ด้วยความสามารถของเขาในตอนนี้ คิดจะไปสอบเยวี่ยนซื่อยังเป็นเรื่องยาก
การสอบฝูซื่อทำให้เขาเค้นสมองไปจนหมดแล้ว จะฝืนสอบเยวี่ยนซื่อไปก็ไร้ประโยชน์
ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีพ่อค้ามาหาเขา บอกว่าต้องการจะช่ว