ไม่ผ่านก็ให้แล้วไป”
“ไม่ดีกระมัง?” อาจารย์เสินรู้สึกว่าแบบนี้ออกจะเห็นแก่ได้เกินไป
แต่เสินฮูหยินไม่คิดเช่นนั้น นางกล่าวว่า “ไม่ดีตรงไหน? เขาเป็นลูกศิษย์ของท่าน ต่อให้เขาสอบเป็นถงเซิงได้ ลูกสาวพวกเราแต่งให้เขาก็คือการแต่งให้ตระกูลที่ต่ำกว่า ถ้าแค่นี้เขายังทำไม่ได้ ความสามารถสักน้อยก็ไม่มี อย่างนั้นข้าหาครอบครัวที่ร่ำรวยในตำบลสักบ้านแล้วตบแต่งลูกสาวออกไปเสียยังจะดีกว่า พวกเราไม่หวังให้เขาร่ำรวยเป็นเศรษฐี แต่อย่างน้อยขอแค่มั่งมีพอประมาณคงได้กระมัง? ถ้าแม้แต่ถงเซิงยังสอบไม่ได้ แล้วจะมีชีวิตมั่งมีพอประมาณได้อย่างไร?”
อาจารย์เสิน “…”
มุมมองภรรยาของเขาก็ดูเหมือนว่าจะไม่ผิด
“ท่านอย่าเอาแต่วางท่าเป็นอาจารย์ เสียหน้านิดหน่อยมันน่าอายตรงไหน? หน้าตาของท่านสำคัญ หรือลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของท่านสำคัญกว่า?”
ด้วยเหตุนี้ อาจารย์เสินกับเสินฮูหยินที่ถกเถียงกันมาครึ่งค่อนวันจึงได้มติว่า… ถ้าหลิวเจี้ยนถงสอบเป็นถงเซิงได้ เรื่องมงคลนี้ก็สามารถพิจารณา แต่ถ้าสอบไม่ผ่านก็ให้ปัดตกไป
คนเป็นบิดามารดาย่อมต้องมองการณ์ไกลเพื่อลูกหลาน ถ้าทำได้ก็คงจะคิดเผื่อให้ไปทั้งชีวิต
แม้จะทราบว่าเรื่องราวในโลกยากจะคาดเดา แต่ก็ยังพยายามอย่างเต็มที่
เย่อวี๋หรานก็เช่นกัน นับตั้งแต่ให้บรรดาลูกสะใภ้ออกหน้าค้าขาย ส่งจูชีเข้าสำนักศึกษา มาจนถึงส่งต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไปเรียนหนังสือ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนทำไปเพื่อ ‘อนาคต’
แม้ความตั้งใจแรก