ข้าก็ไม่ได้?” จูชีถาม
เสินกวงจี้ส่ายหน้า “ไม่ได้!”
“ลึกลับขนาดนั้นเชียว?” จูชียิ่งรู้สึกแปลก ๆ มากกว่าเดิม ปากเขารับคำดิบดี แต่ในใจกลับตัดสินใจแล้วว่าเขาจะต้องบอกเรื่องนี้กับมารดาและพี่สามของตนเอง
พี่สามบอกไว้ว่า “ถ้ามีคนบอกเจ้าว่าเรื่องนี้ไม่อาจบอกคนในครอบครัว ต่อให้คนผู้นั้นไม่ใช่คนหลอกลวง เขาก็คงอยากให้เจ้าทำเรื่องมิดีมิร้ายลับหลังคนที่บ้าน เวลาแบบนี้เจ้าต้องบอกคนที่บ้านนะ”
“เจ้าคิดว่าในโลกนี้มีคนที่ฉลาดกว่าท่านแม่ไหม?”
“ไม่มีใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งต้องพูด”
……
ถ้าเสินกวงจี้ทราบว่าในใจจูชีคิดอะไรอยู่ เกรงว่าคงเสียใจทีหลังแทบตายเลยทีเดียว
หากรู้แต่แรกว่าจะเป็นเช่นนี้ ไม่กำชับเสียเลยยังจะดีกว่า
ไม่ จะไม่กำชับเลยก็ไม่ได้
เพราะผลลัพธ์ของการไม่กำชับก็คือ เขาอาจบอกคนหลายคนมากกว่าเดิม แต่ถ้ากำชับไปแล้ว คนที่เขาบอกก็จะเหลือแค่มารดาและพี่สามของเขา
อย่างน้อย คนที่รู้เรื่องก็จำกัดลงสักหน่อย
อีกด้านหนึ่ง เสินอิงอวี่เพิ่งกลับไปถึงเรือนหลังก็พบเข้ากับมารดาของตนเอง
“เจ้าไปไหนมา? ข้าตามหาเสียทั่ว พวกสาวใช้ก็ไม่เห็นเจ้ากันสักคน” เสินฮูหยินกล่าว
เสินอิงอวี่ร้อนตัว “เปล่า เปล่านะเจ้าคะ ข้าแค่เดินเล่นไปเรื่อยเจ้าค่ะ”
แต่ลูกสาวที่ตนเองเลี้ยงมากับมือ เสินฮูหยินจะมองไม่ออกได้อย่างไรว่าอีกฝ่ายกำลังกินปูนร้อนท้อง
เสินฮูหยินมองลูกสาวอย่างแคลงใจ “เดินเล่นไปเรื่อย? ไปที่ไหนบ้างล่ะ? หรือว่า…เจ้าไปหาใครมาส