ินะ?”
พอถูกหยั่งเชิงเช่นนี้ เสินอิงอวี่ยิ่งร้อนตัวกว่าเดิม “เปล่า เปล่านะเจ้าคะ ข้าไม่ได้ไปเจอใครทั้งนั้น!”
เสินฮูหยิน: นึกแล้วเชียว!
ลูกสาวนางโตแล้วก็รั้งไว้ไม่อยู่จริง ๆ ด้วย!
ลูกสาวของนางถึงวัยดูตัวแล้ว แต่กล่าวตามตรง นางยังตัดใจให้ลูกสาวออกเรือนไปไม่ได้
ไม่อย่างนั้น นางก็คงไม่คิดไปถึงจูชี คิดว่าอีกฝ่ายมีพี่น้องหลายคน ตราบใดที่ไม่สอบระดับสูงกว่านี้ นางก็มีความมั่นใจว่าจะสามารถรั้งอีกฝ่ายให้อยู่ในตำบลต่อไปได้
แต่ใครเลยจะคาดว่าจูชีผู้นี้เรียนหนังสือได้ แต่กลับมีเชาว์ปัญญาบกพร่อง?
“ว่ามาเถอะ ไปพบใครมา?” เสินฮูหยินถามขณะนึกทอดถอนใจ
เสินอิงอวี่บิดผ้าเช็ดหน้า ใบหน้าแดงก่ำ เนิ่นนานก็ยังไม่กล้าพูดออกมา
นางจะบอกได้อย่างไรว่า วันนั้นหลังจากได้ยินวาจาของมารดา นางก็เริ่มมีความคิดที่ไม่เหมือนเดิมกับจูชี?
“พูดมาเถอะ เป็นเด็กบ้านไหน?” เสินฮูหยินไล่เรียงชื่อลูกชายของคนบ้านใกล้เรือนเคียงออกมา แต่ก็กลัวว่าตนเองจะเดาถูก
เด็กพวกนั้นไม่มีใครได้เรื่องได้ราวสักคน จะคู่ควรกับลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของนางเสียที่ไหน?
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ” คราวนี้ เสินอิงอวี่กลับปฏิเสธอย่างฉะฉานว่าไม่ใช่หนึ่งในนั้น
เสินฮูหยินค่อยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ไม่ใช่เด็กพวกนั้นก็ดีแล้ว
ช้าก่อน ไม่ใช่เด็กพวกนั้น แล้วจะเป็นใคร?
คงไม่ใช่เด็กในบ้านหรอกนะ?
นางค่อยนึกไปถึงบรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่มาเลี้ยงส่งจูชี พวกเขาอายุใกล้เคียงกับลูกสาวของนาง