นั่นก็หมายความว่า…
“คงไม่ใช่ลูกศิษย์ของพ่อเจ้าหรอกนะ?”
เสินอิงอวี่หน้าแดงกว่าเดิม
“เจ้าเด็กคนนี้ ทำไมไม่รู้จักกวาดสายตาให้สูงกว่านี้หน่อยเล่า?” เสินฮูหยินมองลูกสาวแล้วก็ถอนหายใจ “คนที่ได้เป็นถงเซิงแล้วกลับไม่ชายตาแล แต่มาสนใจคนที่ยังต้องบ่มเพาะต่อไปเนี่ยนะ…พูดมาเถอะ ตกลงว่าเป็นใคร?”
นอกจากจูชี คนที่ยังไม่แต่งงานไม่มีใครสอบผ่านรอบเสี้ยนซื่อสักคน ถ้าจะรอให้พวกเขาประสบความสำเร็จก็ไม่รู้ว่าต้องรอไปถึงเมื่อไหร่
“ท่านแม่…” เสินอิงอวี่ขยี้เท้าด้วยความอับอาย “คราวก่อนท่านก็เคยพูดถึง เขาไม่ใช่ถงเซิงก็จริง แต่เก่งกาจกว่าถงเซิงอีกนะเจ้าคะ”
“ข้าเคยพูดถึง? ใคร?” เสินฮูหยินพลันนึกขึ้นมาได้ “เดี๋ยวนะ คนที่เจ้าว่าคงไม่ใช่จูซุ่นเต๋อกระมัง?!”
“เจ้าค่ะ!”
เสินฮูหยินเห็นลูกสาวพยักหน้าน้อย ๆ แล้วก็มีอันสั่นสะท้าน “แต่…แต่ข้าบอกเจ้าแล้วนี่ว่าพ่อเจ้าไม่เห็นด้วย”
“ทำไมถึงไม่เห็นด้วยล่ะเจ้าคะ? เขาได้เป็นซิ่วไฉแล้วนะ ต่อให้สอบระดับสูงกว่านี้ไม่ผ่านก็ยังเป็นซิ่วไฉคนหนึ่ง อย่างมากก็กลับมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือเหมือนท่านพ่อ เรื่องนี้ท่านพูดเองนี่นา?” แม้เสินอิงอวี่จะขัดเขินอยู่บ้าง แต่ก็ยังช่วยพูดแทนจูชี “เขาไม่ดีตรงไหนเจ้าคะ? ข้าคิดว่าดีมากเลยนะ”
“เขาเรียนหนังสือยังพอได้ แต่…” เสินฮูหยินในยามนี้รู้สึกเสียใจยิ่งนัก หากรู้แต่แรก ตอนนั้นนางไม่ควรเอ่ยถึงเรื่องนี้กับลูกสาวเลย
ตอนนี้เป็นอย่างไรเล่า เรื่องยังไม่ถึงไหน