เอาพวกเขาไปโยนไว้ในห้องกรงให้หมด” เธอส่งสัญญาณ ให้เขาพาชายวัยกลางคนเข้าไปก่อน แล้วกรอกยาให้พวกคนที่เหลือ ถึงจะลากคนไปด้านหลัง
นำพวกเขามาขังไว้ในกรงเหล็ก หลังจากล็อคกรง เฟิ่งจิ่วก็ย้ายเก้าอี้มากะจะหาที่นั่งชมการแสดง จากนั้น เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงมองไปทางพี่ชายผู้แสนซื่อข้างกาย กะพริบตาปริบๆ “พี่ชาย ท่านก็อยากดูรึ?”
“ดูอะไร?”
กวนสีหลิ่นทำสีหน้าไม่รู้เรื่องรู้ราว แค่เห็นนางนำคนพวกนั้นมาขังไว้ในกรงหมดแล้ว ยังจะย้ายเก้าอี้มานั่งดูตรงนี้อีก กลับไม่รู้ว่ากำลังดูอะไรกันแน่
ฟังคำพูดนี้ เฟิ่งจิ่วก็ยิ้มหน้าเหยเกน้อยๆ “ไม่มีอะไร พี่ชาย ท่านไปเฝ้าอยู่นอกเรือนเถอะ ระวังจะมีคนของพวกเขาเข้ามานะ” ไล่เขาออกไปก่อนดีกว่า ไม่เช่นนั้น มันก็โสมมเกินไปสำหรับจิตใจอันบริสุทธิ์ของเขา
“ก็ได้ อยู่ที่นี่เจ้าก็ระวังหน่อย หากเกิดอะไรขึ้นค่อยเรียกข้านะ” เขาพยักหน้า เดินออกไปอย่างไม่คิดสงสัยอื่นใด เพื่อมาเฝ้าอยู่นอกเรือน
เห็นเช่นนี้ เธอถึงจะหันรอยยิ้มปลื้มปริ่มกลับมามองที่ชายวัยกลางคนในกรงขัง กล่าวว่า “เจ้าบอกตอนนี้ก็ยังทันนะ ข้าบอกแล้วไง ว่าจะยอมให้ท่านตายง่ายๆ หน่อยก็ยังได้”
สิ้นสุดคำพูด สายตาก็เหลือบมองเหล่าชายชุดดำที่งัวเงียตื่นขึ้นมา เพราะคางถูกเสย ปากจึงปิดไม่สนิท พอผ่านไปสักพักกำลังในร่างถึงกลับมา แต่สุดท้ายวรยุทธ์ก็ถูกชำระล้าง ตอนนี้จึงเป็นแค่คนธรรมดาเท่านั้น
ความร้อนรุ่มฉับพลันในร่างกายทำให้เขาตกใจตื่น