ปลดทุกข์เบารดกางเกงแล้วใช่ไหม? ฮ่า ๆๆๆ…” จูชีเห็นท่าทางอย่างนั้นของอีกฝ่ายก็หัวเราะชอบใจ
หัวเราะอยู่ดี ๆ ข้างกายก็มีคนผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น
“พี่อิงอวี่ ท่านอยู่ตรงนี้เองหรือ” เห็นนางกะทันหันเช่นนี้ จูชียังคงทักทายนางพร้อมรอยยิ้ม ถามว่า “เมื่อครู่กินข้าวกันอยู่ ทำไมไม่เห็นท่านเลยเล่า?”
เสินอิงอวี่ออกจะไม่กล้ามองเขา กล่าวเสียงเบาว่า “มีธุระนิดหน่อยจึงไม่ได้มาทางนี้ อาหารเป็นอย่างไรบ้าง? ถูกปากไหม?”
“อร่อยมากขอรับ ข้าชอบเนื้อตุ๋นฝีมือเสินต้าเหนียงที่สุดแล้ว”
“ท่านย่าทำอาหารอร่อยจริง ๆ นั่นแหละ แล้ว…แล้วต้มผักกาดเล่า เจ้าคิดว่าอร่อยไหม?” กล่าวถึงตรงนี้ เสินอิงอวี่ก็เอ่ยเสริมมาอย่างขัดเขิน “อันนั้นข้าทำเอง”
จูชีตอบกลับอย่างซื่อสัตย์ยิ่งนัก “ข้าไม่รู้ ข้าไม่ได้กินอันนั้น”
พอเห็นว่าเป็นอาหารจืดชืดแบบนั้น จูชีก็ไม่คิดจะสนใจ
จูชีเป็นเด็กหนุ่มที่กำลังเติบโต อยู่ในช่วงวัยที่ชอบกินเนื้อ แค่เห็นเนื้อสัตว์ตาก็เป็นประกายแล้ว ยังจะไปสนใจต้มผักกาดในน้ำแกงจืดชืดแบบนั้นเสียที่ไหน?
เสินอิงอวี่พลันรู้สึกแย่
แต่เมื่อมองคนตรงหน้าอีกครั้งก็ทราบว่าเขาไม่ใช่คนเจ้าคารม คงพูดจาเอาใจนางไม่เป็น
นางได้แต่เปลี่ยนไปถามว่า “เอาเถอะ เจ้าไม่ได้ชิมก็ไม่เป็นไร ถ้าอย่างนั้นข้าถามเจ้าหน่อย เจ้าไปเรียนที่โจวเสวียแล้วจะเขียนจดหมายมาหาข้าไหม?”
จูชีไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนอย่างแท้จริง เขาส่ายหน้า “ไม่รู้ ข้าเขียนจดหมายไม่เ