วยสีหน้าร้อนรน ราวกับอยากจะพูดอันใด แต่ก็ทำเพียงกัดริมฝีปากพูดไม่ออก
ท่านหมอไป๋หลี่น้อยอ่านสีหน้าคนออกจึงมองออก เขาเผยสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มแล้วกล่าวว่า “จูต้าเหนียง ท่านอยากหารือกับลูกสะใภ้ของท่านก่อนหรือไม่? ยามนี้ข้าเชื่อว่าพวกท่านจ่ายได้แน่นอน แต่อีกไม่กี่ปีเมื่อถึงตอนนั้นจะยังมีเงินหรือไม่…”
เย่อวี๋หรานก็เป็นย่าคนแล้ว หนึ่งปีหนึ่งร้อยตำลึงนางยังพูดออกมาได้อย่างไม่ทุกข์ร้อน แต่หากผ่านไปหลายปี สกุลจูนั้นเมื่อไม่มีนางเป็นผู้นำแล้วจะยังจ่ายคืนได้หรือไม่?
ท่านหมอไป๋หลี่น้อยหยั่งเชิงอีกครั้งเรื่องการควบคุมสกุลจูของเย่อวี๋หราน
เย่อวี๋หรานมีสีหน้าเย็นชา กวาดตามองหลิ่วซื่อคราหนึ่งอย่างไม่ใคร่จะพอใจ “เรื่องนี้ท่านวางใจไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี สกุลจูก็เป็นข้าที่ตัดสินใจ”
เพราะแต่ไหนแต่ไรนางก็ไม่คิดจะวางมือเรื่อง ‘อำนาจทางการเงิน’ ของสกุลจู
อย่างคำที่ว่า อำนาจทางการเงินเป็นตัวกำหนดโครงสร้างเบื้องบน ขอเพียงมีอำนาจทางการเงินอยู่ในมือของนาง ทั้งลูกชายและลูกสะใภ้จะมีผู้ใดกล้าไม่ฟังนางเล่า?
ยิ่งไปกว่านั้น ภายใต้การสั่งสอนของนาง นางไม่เชื่อว่าลูกชายและหลานชายเหล่านั้นจะสั่งสอนออกมาเป็นคน ‘ไม่มีความสามารถ’ ได้กระมัง?
ท่านหมอไป๋หลี่น้อยประเมินนางต่ำเกินไปเสียจริง!
ในการประมือกันหลายครั้ง ท่านหมอไป๋หลี่น้อยแทบไม่ชนะสักครา
แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถอธิบายเรื่องหนึ่งได้อย่างชัดเจน นั่นคือ…จูต้าเหนียงผ