่าอย่างไร? ยังพูดกันไม่รู้เรื่องเลยนะ เจ้าจะไปไหน?” หลิ่วซื่อเห็นอีกฝ่ายเดินหนีไปก็ยิ่งสงสัยกว่าเดิม
ถ้านางไม่มีพิรุธในใจ แล้วจะหนีไปอย่างนั้นรึ?
นางร้องเรียกหลี่ซื่อ น่าเสียดายที่คนเขาไม่สนใจ แม้แต่หน้าก็ยังไม่หันกลับมา
หลิ่วซื่อโมโหหนัก “นางจะเอาอย่างไรกันแน่?”
“เอ่อ…” หลินซื่อมีสีหน้ากระอักกระอ่วน ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี จึงรีบออกตัวว่า “ข้าเพิ่งนึกออกว่าข้ายังมีเรื่องต้องทำ พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าไปทำงานก่อนนะเจ้าคะ”
อธิบายเสร็จก็จากไปเร็วปร๋อ
“นี่…เจ้าจะไปไหน? เจ้าไปแล้ว ใครจะไปพูดให้ข้ากันล่ะ?” หลิ่วซื่อร่ำร้องมาจากข้างหลัง
หลินซื่อวิ่งเร็วจี๋กว่าเดิม
หลิ่วซื่อยิ่งมีน้ำโห “หมายความว่าอะไรกันแน่?”
“ดูถูกข้ากันนักใช่ไหม?”
“น่าโมโหนัก! ถึงวันที่ลูกข้าสอบเป็นซิ่วไฉได้ ข้าจะรอดูว่าพวกเจ้า…”
……
หลินซื่อไม่ได้ตามไปหาหลี่ซื่อ แต่วิ่งมาถึงท้ายเรือนก็เห็นหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยกำลังนั่งจัดแจงดอกไม้อยู่บนก้อนหิน
แม้สกุลจูจะค้าขายอาหารเป็นหลัก แต่บางครั้งก็ทำชาดไปขายที่ตลาดนัด พวกเด็กสาวจะได้หาเงินใช้จ่ายส่วนตัวบ้าง
“พี่รอง ทำไมทำท่าเหมือนถูกสุนัขไล่มาอย่างนั้นล่ะเจ้าคะ?” หลินซานเม่ยสงสัย
“ไอ้หยา อย่าพูดถึงเลย” หลินซื่อเดินไปนั่งลง ช่วยพวกน้องสาวทำงานพลางเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้อีกฝ่ายฟัง
หลินซื่อเม่ยได้ยินแล้วก็มุ่นคิ้ว “พี่รอง พวกเราตกลงกันแล้วนี่เจ้าคะว่าท่านจะไม่ยุ่งกับเรื่องนี้”
“ข้าไม