ไหมเจ้าคะว่าจริง ๆ แล้วหลักการมันก็คือแบบนี้เอง?” หลี่ซื่อถามอย่างยิ้มแย้ม
“หลักการอะไร?” หลิ่วซื่อยังหมกมุ่นอยู่กับความคิดของตัวเองจึงคิดตามไม่ทัน
“จะเรื่องอะไรก็ตาม ความจริงแล้วก็เหมือนกับการดื่มน้ำนั่นแหละ ท่านไม่พูดออกมาแล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรเจ้าคะว่าท่านอิ่มแล้ว?” หลี่ซื่อกล่าว
หลิ่วซื่อที่ได้สติคืนมาแล้วเอ่ยว่า “เจ้าพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่? เจ้าคิดจะบอกว่าข้าพูดจาไม่เป็น ถึงได้คุยกับพี่ใหญ่ของเจ้าไม่รู้เรื่องงั้นเรอะ?”
“เรื่องระหว่างท่านกับพี่ใหญ่เป็นเรื่องในครอบครัวพวกท่าน ข้าไม่กล้ายุ่งหรอกเจ้าค่ะ ข้าพูดถึง ‘หลักการ’ ต่างหาก ไม่ว่าเรื่องใดก็ตามล้วนต้องพูดออกมาก่อน ทั้งยังจำเป็นต้องเลือกโอกาสที่เหมาะสมพูดออกมาอย่างเปิดเผย เช่นนี้ทุกคนจึงจะเข้าใจความคิดของท่าน ไม่เข้าใจผิดว่าท่านยังกระหาย อยากดื่มน้ำอยู่ตลอดเวลา” หลี่ซื่อไม่ยอมรับ
พูดเป็นเล่น จูซื่อสามารถถามเรื่องในครอบครัวพี่ใหญ่ของเขาได้ แต่นางเป็นน้องสะใภ้ ย่อมไม่อาจข้ามหน้าข้ามตาพ่อแม่สามีและสามีของตัวเองไปยุ่งเรื่องในครอบครัวของพี่สะใภ้ใหญ่หรอกนะ
ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นอะไร?
ถ้าลือกันออกไป คนอื่นคงเข้าใจว่านางคิดไม่ซื่อกันพอดีน่ะสิ
สิ่งที่หลี่ซื่อต้องการจะสื่อย่อมหมายถึงเรื่องที่เย่อวี๋หรานพูดระหว่างมื้อเย็น ตอนนั้นแม่สามีถามความคิดเห็นของทุกคนอย่างเปิดเผยไปแล้ว
ถ้าพี่สะใภ้ใหญ่มีความคิดอะไรก็พูดออกมาตอนนั้น ใครย