ยอารมณ์ที่ไม่สู้ดี
แต่นางไม่ใช่คนช่างพูด จึงเอาแต่นั่งอยู่ขอบเตียง จ้องมองจูต้าด้วยหน้าตาบูดบึ้ง
จูต้าล้างเท้าเสร็จแล้วก็ซุกตัวเข้าไปในผ้าห่ม
แม้เวลานี้จะเป็นช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ แต่อากาศก็ยังคงหนาวเย็น
“เจ้านั่งอยู่ตรงนั้นทำไม? ขึ้นมาสิ?” จูต้าเห็นนางไม่ขยับเขยื้อนจึงร้องทัก
หลิ่วซื่อนอกจากจะไม่ขยับตัวแล้ว ยังทอดถอนใจออกมา “เฮ้อ…”
“อยู่ดีไม่ว่าดีมาถอนหายใจทำไม? ใครมาทำอะไรให้เจ้าอีกแล้ว?” ความจริงจูต้าออกจะไม่ชอบใจ เขาคิดว่าตอนนี้ความเป็นอยู่ของที่บ้านดีขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว เหตุใดผู้หญิงคนนี้จึงเอาแต่ทำหน้าอมทุกข์แบบนั้น?
“ถ้าไม่มีคนจะทำอย่างไร ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าจะทำอย่างไรเล่า?” หลิ่วซื่อเหลือบตาขึ้นมาจ้องเขาพลางกล่าวต่อไปว่า “เจ้าคงไม่ได้จะยอมแพ้ไปทั้งอย่างนี้ ปล่อยให้จูชีไปเรียนที่สำนักศึกษาของทางการหรอกใช่ไหม?”
“ท่านแม่ก็บอกแล้วนี่ เรื่องนี้ให้เจ้าเจ็ดตัดสินใจ…”
“แล้วเจ้าไปพูดกับเจ้าเจ็ดหรือยัง?”
“พูดอะไร?”
“เกลี้ยกล่อมให้เขาไม่ไปอย่างไรเล่า” หลิ่วซื่อพูด “ถ้าเจ้าไม่ไปพูด แล้วน้องสี่กับน้องห้าไปเกลี้ยกล่อมเขา เขาจะไม่ไปงั้นหรือ? ถ้าไปแล้ว ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าจะทำอย่างไร? ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเป็นลูกชายของเจ้านะ เจ้าไม่เป็นห่วงพวกเขาเลยหรือ?”
“เป็นห่วงสิ ข้าจะไม่เป็นห่วงได้อย่างไร? เรื่องนี้ใครไปเกลี้ยกล่อมก็ไม่มีประโยชน์หรอก สำคัญคือต้องดูว่าท่านแม่คิดอย่างไร” จูต้าไม่เห็นด้วยกับห