อนล้วนเป็นเช่นนี้ เห็นเพียงแวบแรกก็ทำให้คนมองออกทันที
คำกล่าวข้างต้นกระตุ้นความสนใจของจูปาเม่ยเป็นอย่างมาก นางเบิกตากว้างอย่างเหลือเชื่อ “ท่านแม่ มีคนแบบนี้ด้วยหรือเจ้าคะ? คนแบบนี้จะต่างจากปราชญ์ตรงไหนเจ้าคะ?”
เย่อวี๋หรานยิ้มก่อนจะพูดว่า “ดังนั้น พวกเขาถึงได้เป็นตระกูลข่ง คือตระกูลใหญ่ที่แท้จริงอย่างไรเล่า”
จูปาเม่ยพลันพลุ่งพล่านใจ “จริงหรือเจ้าคะ?! ท่านแม่ ท่านช่วยให้ข้าได้ออกเรือนให้ตระกูลแบบนี้ได้จริง ๆ หรือเจ้าคะ? พวกเขาฟังดูยิ่งใหญ่มาก ๆ เลยนะเจ้าคะ!”
นางฟังไม่ออกว่ามีปัญหาตรงไหน เพียงรู้สึกว่าวิถีชีวิตของคนเช่นนี้ราวกับชีวิตของเทพเซียนก็ไม่ปาน ดีงามอย่างยิ่ง
แต่เย่อวี๋หรานกลับยิ้มน้อย ๆ แล้วถามคำถามหนึ่งขึ้นมาราวกับเจาะฟองอากาศ “เจ้าแน่ใจหรือว่าเจ้าอยากออกเรือนให้ตระกูลแบบนี้?”
จูปาเม่ยพยักหน้า
“แต่ถ้าอยากแต่งเข้าตระกูลแบบนี้ เจ้าก็ต้องเป็นคนแบบนี้ให้ได้เสียก่อน…” เย่อวี๋หรานสาธยายกฎระเบียบเกี่ยวกับสตรีในตระกูลบัณฑิตเหล่านั้นออกมายืดยาว
เวลากินข้าวห้ามอ้าปากกว้างเกินไป ดื่มชาก็ต้องแยกแยะให้ได้ว่าควรใช้น้ำแบบไหนชง ยามเดินปิ่นระย้าบนศีรษะห้ามส่ายไปส่ายมา…
กฎเกณฑ์มากมายเหล่านั้นสามารถกดทับคนจนถึงแก่ชีวิตได้เลยทีเดียว
จูปาเม่ยตะลึง ใจฝ่อลงไปทันตาเห็น “ไม่…ไม่หรอกมั้งเจ้าคะ? กฎจะเยอะเกินไปแล้ว?!”
กระทั่งกินข้าว นอนหลับ เดินเหินก็ต้องอยู่ในกฎระเบียบ ยังจะมีอิสระอยู่เสียที่ไหน?
ไม่เ