ธิ์ไป จึงพาพวกเด็กน้อยสกุลหลี่ว์กินข้าวอยู่ที่บ้าน
ไม่เสียแรงที่พวกนางสองคนพยายามปลอบโยนเด็กน้อยทั้งสามคนอยู่เป็นนาน ทั้งใช้ถ้อยคำอ่อนโยนเข้าปลอบ ทั้งส่งของกินเล่นให้ ในที่สุดก็ปลอบพวกนางได้สำเร็จ
หลินซื่อกลับมาก็พาเด็กน้อยสกุลหลี่ว์ทั้งสามคนไปอาบน้ำล้างหน้า แล้วบอกให้หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยจัดการธุระของตนเอง ออกไปพักผ่อนสักหน่อย
เย่อวี๋หรานเดินเข้ามาได้ยินจูปาเม่ยพูดเรื่องออกเรือนให้คนบ้านตระกูลใหญ่ที่นางใฝ่ฝันมาตลอดเข้าพอดี ฉับพลันนั้นก็ต้องเหงื่อตก
สั่งสอนมานานขนาดนี้ ยังดีที่เด็กคนนี้ไม่ได้โง่งมถึงขั้นพูดว่าอยากไปเป็นสาวใช้อุ่นเตียงให้คนบ้านตระกูลใหญ่อีก ไม่อย่างนั้นนางคงต้องกระอักเลือดออกมาเสียแล้ว
ครั้นเห็นเย่อวี๋หราน จูปาเม่ยก็พูดว่า “ท่านแม่ ท่านเห็นด้วยไหมเจ้าคะ?”
เย่อวี๋หรานอยากพูดเหลือเกินว่า ‘ด้วยสภาพครอบครัวพวกเรา อย่าว่าแต่คนบ้านตระกูลใหญ่เลย เจ้าได้ออกเรือนให้ครอบครัวที่พอมีฐานะหน่อยก็ถือว่าไม่เลวมากแล้ว!’
แต่นางไม่อยากพูดจาทำร้ายจิตใจจูปาเม่ย ทางหนึ่งพยายามครุ่นคิด ทางหนึ่งก็กวักมือเรียกให้จูปาเม่ยยกเก้าอี้มานั่งทางนี้
จูปาเม่ยนับว่ายังมีใจกตัญญู ตอนยกเก้าอี้มายังไม่ลืมยกมาให้เย่อวี๋หรานด้วย
“ท่านแม่ ท่านนั่งตัวนี้นะเจ้าคะ เก้าอี้ตัวนี้ตัวใหญ่หน่อย”
“อื้ม!” เย่อวี๋หรานนั่งลงด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
จูปาเม่ยก็นั่งลงข้าง ๆ
“เจ้าอยากแต่งให้คนบ้านตระกูลใหญ่จริง ๆ?”
“ใช่น่