ยได้อย่างไร
โจวหงกวงถามด้วยความตึงเครียด
“ศาสตราจารย์เฉิน…คุณว่าผมป่วยเป็นอะไรเหรอ”
เฉินชางจ้องโจวหงกวงพบว่าอีกฝ่ายขาสั่นแรงกว่าเดิม จนเขาอดถามไม่ได้
“ว่ากันว่าอาการขาสั่นเป็นการแสดงออกของกลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุข [1]”
โจวหงกวงได้ยินคำพูดของเฉินชางก็ออกแรงกดขาไว้
เขาสะดุ้งโหยงนึกว่าโรคอะไร โรคขาอยู่ไม่สุขนี่เอง…
ก็นึกว่าเรื่องใหญ่!
โจวหงกวงอดถอนหายใจโล่งอกไม่ได้
“ไม่เป็นไรครับการสั่นขาเป็นประโยชน์ต่อการไหลเวียนเลือด ศาสตราจารย์เฉินอ่านหนังสือผมแล้วคิดเห็นยังไงบ้างครับ”
เฉินชางมองโจวหงกวงอย่างเป็นห่วง
บอกตามตรงนี่คือนักเรียนสมาชิกวิทยาศาสตร์ที่ตัวเองลำบากฝึกปรือมา
ถ้าจู่ๆ เจ็บไข้ได้ป่วยก็แย่สิ!
คิดได้ดังนั้นเฉินชางบอก
“ยังต้องระวังนะครับ ไม่นานมานี้ผมอ่านเจอบทความกลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุขบวกนอนไม่พอกับวิตกกังวลจะทำให้เป็นโรคหลอดเลือดในสมองได้
หัวหน้าโจวอายุมากเทียบกับตอนยังหนุ่มไม่ได้แล้วต้องระวังนะครับ!”
โจวหงกวงหัวเราะไม่ได้ร้องไหไม่ออก
ทำไมมีความรู้สึกเหมือนคนเฒ่าเห็นลูกหลานตายก่อนกันนะ!
ทั้งๆ ที่คุณเพิ่งจะสามสิบนะโอเคไหม
อีกอย่าง… เพ้ยๆๆ!
แต่หลังเฉินชางปิดหนังสือก็พยักหน้าบอก
“หนังสือไม่เลวครับ แต่… ขาดความลึกซึ้ง
แถมที่สำคัญที่สุดคือคุณคิดว่าหนังสือเล่มนี้จะสร้างแรงอิทธิพลภายในหนึ่งเดือนนี้ได้ไหม”
ฟังคำพูดของเฉินชางโจวหงกวงก็อดถอนหายใจไม่ได้
เขามีสิ่งที่ควรมีหมดแล้วขาดก็แต่แรงอิทธิพล