เฉินไป นายจะได้อยู่กับผีน่ะสิ!”โจวอวี่ที่อยู่ด้านข้างเอ่ยว่า “ถ้าศาสตราจารย์เฉินไปแล้ว พี่ก็ได้เป็นหัวหน้าทีมสิ!”
อู๋ฮุยหัวเราะหยัน “หัวหน้าทีมเหรอ? ฮ่าๆ ฉันไม่สนใจหรอกนะ พูดจากใจตอนที่ศาสตราจารย์เฉินไปแล้ว ฉันจะยื่นเรื่องขอตามศาสตราจารย์เฉินไป”“คนอย่างพวกเราจะได้เจอผู้ชี้ทางสักกี่คนกันล่ะ ยอดคนอย่างศาสตราจารย์เฉินชั่วชีวิตนี้นายจะได้เจอสักกี่คนกัน”“ขอแค่ศาสตราจารย์เฉินไม่รังเกียจ ฉันอู๋ฮุยพร้อมไปไหนไปกัน!”“ถ้าเรียนรู้เทคนิคเป็นแล้ว จะมีอะไรที่พวกเราทำไม่ได้กันล่ะ”“เสี่ยวหวง ต้าหลิว ยังมีพวกนายที่เหลือด้วย ฟังลูกพี่สักหน่อยเถอะ โอกาสหายากอย่าปล่อยให้ผ่านไปเรื่อยๆ ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว ถ้าติดตามไอ้หนุ่มเยว่เลี่ยง พวกนายจะมีโอกาสแบบนี้เหรอ”“ทำงานให้ดีเถอะ กลับไปก็ดูการผ่าตัดให้มากๆ อ่านวิทยานิพนธ์เยอะๆ อย่าให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง!”
กว่าจะกินดื่มอิ่มหนำสำราญก็ปาเข้าไปเที่ยงคืนกว่าแล้ว
เฉินชางอยู่ร่ำลาจนทุกคนกลับไปแล้ว เขาถึงได้เรียกรถกลับบ้าน พอถึงประตูบ้าน เฉินชางเปิดประตูอย่างเบามือแล้วเข้านอนอย่างสงบเสงี่ยม พรุ่งนี้เป็นวันหยุด เฉินชางนอนตื่นสายได้ รุ่งเช้าวันต่อมา เฉินชางได้ยินเสียงกรีดร้องดังขึ้นภายในห้อง เขามีสีหน้าตกใจในทันที รีบลุกขึ้นมา “ที่รัก เป็นอะไรไปครับ!”
เห็นเพียงว่าฉินเยว่ยืนอยู่บนเครื่องชั่งน้ำหนักด้วยสีหน้าหม่นหมองคับข้องใจ พอได้ยินเสียงเฉินชาง ฉินเยว่เอ่ยอย่างทนไม่ไหว