“ฉันอ้วนขึ้น!”
เฉินชางได้ยินก็กลอกตาทีหนึ่ง “อ้วนก็อ้วนสิ…”
ฉินเยว่ยกลองมือเท้าเอว “นายต้องออกกำลังให้มากขึ้นแล้ว!”
พูดจบฉินเยว่ก็รีบหยิบชุดโยนให้เฉินชาง “เร็วเข้า ไปออกกำลังกาย!”
เฉินชางมึนงงทันที “นี่พี่สาว ผิดแล้วรึเปล่า? เธออ้วนขึ้นแล้วฉันออกกำลังกายทำไม! ฉันลดน้ำหนักแทนเธอได้หรือไง”
ฉินเยว่วิ่งเหยาะๆ เข้ามามุดเข้ามาในผ้าห่ม จากนั้นก็ฝังหน้าเข้ากับอ้อมอกเฉินชาง เอ่ยเสียงกระเง้ากระงอด “นาย… นายน่ะ… ถ้านายไม่ออกกำลังกาย ก็อุ้มฉันไม่ไหวน่ะสิ!”
พูดจบฉินเยว่ก็อดหน้าแดงไม่ได้ เฉินชางฟังแล้วตะลึงงันทันที อดหัวเราะฮ่าๆ ขึ้นมาไม่ได้ “สาวน้อยอย่างเธอนี่นะ ชักจะน่ารักเกินไปแล้ว” พูดจบก็หยิกแก้มฉินเยว่ที่โอบไว้ในอ้อมแขน
“วันนี้จะทำอะไรบ้าง แพพลนไว้หรือยัง” หลังจากทั้งสองคนนอนกอดกายกันบนเตียงมาครึ่งวัน ฉินเยว่ก็มองเฉินชางพลางยิ้มแล้วเอ่ยถามด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
“มีสิ! วันนี้มีธุระสำคัญสุดๆ ไปเลย!” เฉินชางคิดๆ ดูแล้วพยักหน้าตอบไป ฉินเยว่เบะปาก “นายก็สนใจพักผ่อนบ้างเถอะ”
เฉินชางเห็นเข้าก็อดหัวเราะไม่ได้ “ภารกิจของฉันในวันนี้คืออยู่เป็นเพื่อนเธอไง!”
ฉินเยว่ดีใจขึ้นมาทันที เฉินชางพบว่าความสุขของฉินเยว่เรียบง่ายมากจริงๆ ไม่ใช่การซื้อกระเป๋า ยิ่งไม่ใช่การซื้อของฟุ่มเฟือยบางส่วน แต่กลับชอบขลุกอยู่กับตน จากนั้นก็สั่งหม้อไฟกินกัน เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่ากินเผ็ดไม่ได้ แต่รั้นจะสั่งหม้อไฟสองช่