แม่นางชิงก็เหงื่อไหลผุดพราย ไม่เหมาะที่จะนั่งเคียงข้างจริง ๆ จึงเชิญพี่น้องของนางอย่าง ‘แม่นางเซียน’ มา
และหลังจากที่นางลงไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ก็ปรากฏตัวต่อหน้าทุกคนอีกครา
หากให้จูชีและเสินกวงจี้พูด แม่นางบนเรือบุปผายังไม่ดึงดูดเท่าติ่มซำที่อยู่เบื้องหน้า
พวกเขาทั้งสองคนนั่งอยู่มุมห้อง หลบใต้เงาของพวกศิษย์พี่ ราวกับหนูที่แอบขโมยข้าวสารกินอย่างสุขใจ
พูดตามตรงว่าบนเรือบุปผานอกจากจะมีสาวงามแล้ว ติ่มซำก็ยังรสชาติยอดเยี่ยมอีกด้วย!
เสินกวงจี้พูดกับจูชีเสียงเบา “ยามนี้ข้ารู้สึกว่าเงินที่จ่ายขึ้นเรือมานับว่าคุ้มค่าแล้ว”
หลิวเจี้ยนถงอดหัวเราะไม่ได้ “ใครใช้ให้พวกเจ้าไม่ตั้งใจเรียนบทกวีให้ดีจนไม่ผ่านการทดสอบเล่า?”
กลุ่มของพวกเขามีเพียงสองคนนี้เท่านั้นที่ไม่ผ่านการทดสอบบทกวี (นับจูซานที่ไม่ผ่านเพิ่มไปอีกคนหนึ่ง) เมื่อจ่ายเงินแล้ว คนอื่นทั้งหมดล้วนพึ่งพาความสามารถจนขึ้นเรือมาได้โดยตรง
เสินกวงจี้มีสีหน้าท่าทีปวดใจ “ศิษย์พี่ท่านอย่าพูดอีกเลยขอรับ ข้าปวดใจนัก!”
“ได้ เช่นนั้นเจ้าก็กินให้เยอะหน่อยเถอะ” หลิวเจี้ยนถงถือโอกาสที่คนไม่สังเกต หยิบติ่มซำถาดหนึ่งยัดให้ทั้งสองคน
เรื่องนี้อาจารย์เสินก็แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น พลางพูดคุยกับคนรอบตัว
คนส่วนใหญ่จะฉวยโอกาสนี้ติดต่อคบค้าสมาคมหาเส้นสาย โดยพื้นฐานแล้วมีเพียงไม่กี่คนที่จิตใจจดจ่ออยู่กับการกินเบื้องหน้า
เป็นจูชีและเสินกวงจี้ที่คนหนึ่งค่อนข้าง ‘ทึ่ม’ ส