าจารย์เสินและอาจารย์คนอื่น ๆ ล้วนกำชับอย่างจริงจังว่า ให้ดูแลสัมภาระเข้าสอบของตนเองให้ดี
“เอ๊ะ นั่นคุณชายใหญ่จากสำนักศึกษาหลานฮวาไม่ใช่รึ?”
พร้อมกับเสียงล้อเลียนนั้น คุณชายที่แต่งกายหรูหราผู้หนึ่งก็เดินโบกพัดตรงมาทางพวกเขา
เสินกวงจี้เห็นอีกฝ่ายแล้วก็ไม่คิดจะสนใจแม้แต่น้อย
“ทำไมรึ ปีนี้สำนักศึกษาสกุลเสินไม่เหลือใครแล้ว จึงต้องให้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างเจ้ามาสอบด้วย?” อีกฝ่ายไม่สนใจ แต่คนผู้นั้นกลับหน้าหนาเดินเบียดเข้ามายิ้มตาหยีเสียดสีว่า “คงไม่ใช่ว่ารายชื่อหมู่คนไม่พอ จึงเอาเจ้ามาเติมที่ว่างหรอกนะ ฮ่า ๆๆๆ…”
“งาช้างไม่งอกออกมาจากปากสุนัขจริง ๆ!” ถึงอย่างไรเสินกวงจี้ก็อายุยังน้อย อดกลั้นเอาไว้ไม่ไหวจึงด่ากลับไป
“ถ้ามีงาช้างงอกออกมาจากปากสุนัขจริง ๆ แบบนั้นก็เป็นของหายากน่ะสิ? เสินกวงจี้ พ่อเจ้าไม่เคยสอนรึว่าของหายากจึงจะเป็นของล้ำค่าน่ะ?”
หลิวเจี้ยนถงทำใจเห็นศิษย์น้องถูกรังแกไม่ได้ จึงก้าวออกมาบังเสินกวงจี้ไว้ข้างหลัง กล่าวด้วยสีหน้าเย็นชาว่า “หม่าหงคั่ว เจ้าอย่าแทรกแถว จะต่อแถวก็ไปต่อข้างหลัง”
เขาชี้ไปท้ายแถว
“เจ้าเป็นใครถึงได้กล้ามาพูดจากับข้าแบบนี้?” หม่าหงคั่วเชิดคาง ไม่เห็นหลิวเจี้ยนถงอยู่ในสายตาสักนิด
“ข้าไม่ใช่ใครทั้งนั้น แต่เป็นคนที่มาเข้าร่วมการสอบเหมือนเจ้า” หลิวเจี้ยนถงกล่าวอย่างสงบ ราวกับไม่ถือสาการกระทำล่วงเกินของอีกฝ่าย แต่โน้มน้าวอย่างจริงใจว่า “ทุกคนบากบั่นร่ำเร