ั้งสอง ทั้งออดอ้อนให้พวกเขามีความสุข ไม่ได้คิดจะรีบร้อนตะโกนเรียกพวกเขา ปล่อยให้พวกเขา ‘ทำให้สถานการณ์รื่นเริง’ ซุกซนอยู่ในนั้นเสียก่อน
น่าเสียดายที่นางไม่รู้ ก่อนที่นางจะมาได้พาลูกหลานกินดื่มจนอิ่มหมีพีมันแล้ว แต่พวกผู้อาวุโสรวมถึงจูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อ…
“โครกคราก ๆ…”
ยามท้องที่ว่างเปล่าร้องขึ้นมา คนในเรือนก็รู้สึกกระดากอาย แทบอยากจะจัดการขุดหลุมฝังตัวเอง
“พวกท่านยังไม่ได้กินข้าวหรือ?!” เย่อวี๋หรานมีสีหน้าตกใจ รีบพูดว่า “หรือเป็นเพราะรอพวกเรามากินข้าวด้วยกันหรือ? ไอ้หยา ยามที่ข้าเข้ามาก็ไม่รู้จักเกรงใจเลยจริง ๆ พวกข้าเพิ่งกินข้าวมา…”
“ยังยืนทำอะไรอยู่ รีบไปเตรียมโต๊ะกินข้าวเร็ว”
……
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นยังรู้สึกอายที่จะบอกว่าตัวเองนั้นแม้แต่อาหารก็ยังไม่ได้ทำ จึงหน้าแดงมีท่าทางกระดากอาย
พ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูแม้ว่าจะ ‘โกรธ’ ลูกสะใภ้สามและลูกสะใภ้สี่ที่น่าผิดหวังอยู่บ้าง แต่ในเวลาแบบนี้ก็ไม่คิดจะทำให้พวกนางทั้งสองเสียหน้า ไม่ได้คิดจะเปิดเผยเรื่องน่าอายออกมา แต่กลับเลือกที่จะไม่พูดอะไร
“นั่น…ช่างน่าอายนัก?” จูซื่อเสิ่นหน้าแดง อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียหน้า พูดออกมาอย่างยากลำบากว่า “พวกเจ้ายังอยู่ต่อ…”
นางไม่กล้าพูดจนจบว่าไม่เพียงแต่ยังไม่จัดโต๊ะอาหารเท่านั้น แต่ยังไม่แม้แต่จะหุงข้าวด้วยซ้ำ
เย่อวี๋หรานได้ยินประโยคนี้ก็เข้าใจ “พวกเราล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน มีอะไรย่อมพูดกันได้ เรื่อง