ั้นหมายแล้วไม่ใช่หรือ?”
จูซื่อเสิ่นแย้มยิ้มเอ่ยว่า “ฮ่า ๆๆ…จริงด้วย ตอนแรกข้าน่าจะฟังพี่สะใภ้ใหญ่ กังวลไปเปล่า ๆ เสียแล้ว พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าไปก่อนนะเจ้าคะ จัดการธุระเสร็จแล้ว ข้าค่อยมาหาท่านใหม่”
“อื้ม ข้างนอกหิมะตกแล้ว เดินทางระมัดระวังด้วย”
เย่อวี๋หรานตามมาส่งคนถึงหน้าเรือน
นางเดินกลับเข้ามาในเรือน คนในครอบครัวนั่งล้อมกองไฟอยู่ในห้องโถง
ช่วงนี้หิมะตก ไม่อาจออกไปข้างนอก แต่อย่าคิดว่าพอเป็นเช่นนี้ พวกเขาจะได้อยู่ว่าง
สำหรับชาวไร่ชาวนาที่ขยันขันแข็ง พวกเขาย่อมจะหาเรื่องมาทำได้ตลอดเวลา พวกผู้หญิงเย็บเสื้อผ้า เย็บพื้นรองเท้า ทำอาหาร ส่วนพวกผู้ชายก็ฟั่นเชือก สานตะกร้า แม้แต่เด็กน้อยอย่างซานเป่าและซื่อเป่าก็มีเรื่องให้ทำ
พวกเขาสองคนนั่งอยู่ที่โต๊ะข้าง ๆ ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าที่กำลังฝึกคัดอักษร
เทียบกับต้าเป่าและเอ้อร์เป่าที่ตอนนี้คัดลายมือได้สวยงามยิ่งแล้ว ลายมือของซานเป่าและซื่อเป่าแลดูยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบอย่างเห็นได้ชัด กระดานทรายถูกพวกเขายึดถือเป็นกระดานวาดภาพ ขีดเขียนไปพร้อมกับหัวเราะคิกคัก
ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าอายุยังน้อย ยังไม่ต้องสอบเคอจวี่ การบ้านจึงมีไม่มาก คนที่งานหนักที่สุดตอนนี้ก็คือจูชี
ทุกวันนอกจากต้องฝึกคัดลายมือแล้ว ยังต้องทำการบ้านที่อาจารย์เสินมอบหมายเพิ่มเติมให้เขาอีกด้วย
ความจำดีมิสู้น้ำหมึกที่ซีดจาง*[1] แม้จูชีจะมีพรสวรรค์ผ่านตาไม่ลืมเลือน แต่อาจารย์เสินไม่อยากให้เขา