รายังต้องกลุ้มใจอะไรอีก?”
……
เรื่องหาเงินก็ส่วนหาเงิน แต่ครั้นได้ยินว่าต้องสอนประสบการณ์ของตนเองให้คนอื่น หลิวซื่อก็สงสัยในประเด็นเดียวกัน “ถ้าสอนให้คนอื่นไปหมดแล้ว ต่อไปพวกเราจะทำมาหากินอย่างไร? สอนศิษย์ไปจนหมด ครูก็จะอดตายนะ”
โชคดีที่จูอู่โน้มน้าวจูเอ้อร์สำเร็จแล้ว เขาจึงนำคำพูดของจูอู่มาอธิบายให้หลิวซื่อฟังอีกที
ชีวิตในชนบทก็เป็นเช่นนี้ ยามเกิดเรื่องใหญ่ ทุกคนร่วมแรงร่วมใจ
แต่ครั้นไม่มีเรื่อง ก็มักจะมีเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งมาทำให้คนขุ่นเคืองใจ
โชคดีที่คนสกุลจูเริ่มคุ้นเคยกับนิสัยของเย่อวี๋หรานตามลำดับ ไม่ได้ทำอะไรหนักหนาจนเกินไป ทั้งยังไม่ไปวุ่นวายต่อหน้าเย่อวี๋หราน นางจึงปล่อยวางภาระลงได้บ้าง
เมื่อมีคนมาเข้าร่วมขบวนการไถพรวนดินมากขึ้นเรื่อย ๆ ความเคลื่อนไหวระหว่างครอบครัวจูเหล่าซานและครอบครัวหลิวเอ้อร์หมิงก็บ่อยมากขึ้นเช่นกัน
ในไม่ช้าก็มีคนสังเกตเห็นเรื่องนี้และมาสอบถามกับจูซานเสิ่น
จูซานเสิ่นได้ยินแล้วก็หัวเราะ “ฮ่า ๆๆ…ยังจะเป็นเรื่องอะไรได้อีก? แม่สื่อช่วยแนะนำแม่นางน้อยคนหนึ่งให้พวกข้า พวกข้าดูตัวและตกลงกันได้แล้วน่ะสิ”
คนผู้นั้นกระจ่างแจ้งทันใด “คงเป็นลูกสาวของหลิวเอ้อร์หมิงกระมัง?”
“ใช่แล้ว เป็นลูกสาวของเขานั่นแหละ” จูซานเสิ่นปล่อยข่าวออกมา “ลูกสาวของเขาทั้งขยันขันแข็งทั้งอ่อนโยนเอาใจใส่ ไม่รีบหมั้นหมายเอาไว้ เดี๋ยวก็ถูกคนอื่นแย่งไปกันพอดี”
“ไอ้หยา จูซานเสิ่น เจ้าตาแหลมจ