์จะเป็นอย่างไร ข้าก็จะไม่ตำหนิพวกเจ้า”
“ข้าคิดไว้เช่นนี้ ถ้าพวกเจ้าทำได้ดีก็ถือว่าเป็นแนวทางตั้งตัวอีกทางหนึ่ง”
……
เย่อวี๋หรานบอกความคิดของตนเองออกมาอย่างตรงไปตรงมา
ในเมื่อหลิ่วซื่อเลี้ยงสัตว์พวกนี้ได้ดี แล้วไฉนจึงไม่พัฒนาให้กลายเป็นกิจการอีกอย่างหนึ่งไปเลยเล่า?
ยามนี้ครอบครัวมีภัตตาคารแล้ว แม้จะเป็นความร่วมมือกับข้างนอก แต่ก็จำเป็นต้องใช้เนื้อสัตว์ปริมาณมาก
ไปซื้อมาจากข้างนอกก็คือการซื้อ แต่ถ้าสามารถผลิตได้เอง มันก็จะกลายเป็นการค้าที่มีแต่ได้กับได้ไม่ใช่หรือ?
เอาแค่กรณีของกระต่าย นอกจากสามารถขายเนื้อได้แล้ว ขนของมันยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้
เย่อวี๋หรานยังกล่าวถึงขนกระต่ายที่หลี่ซื่อเคยฟอกเอาไว้
ในเรือนสะสมขนกระต่ายเอาไว้ไม่น้อย จำนวนเท่านั้นก็สามารถนำมาทำเสื้อกันหนาวสำหรับพวกเด็ก ๆ ได้คนละชุดแล้ว
แน่นอนว่าพวกเขาเป็น ‘ลูกหลานบัณฑิตชาวนา’ ไม่อาจถูกลือว่าเป็น ‘พ่อค้า’ ดังนั้นพวกเขาต้องหาวิธีการอื่น
“พวกเจ้าคงยังจำเรื่องการทำปุ๋ยหมักคราวก่อนได้กระมัง? เจ้าใหญ่กับเจ้ารองเคยทำมาแล้ว ทักษะการเลี้ยงกระต่ายก็เหมือนกัน พวกเจ้าสามารถนำไปสอนต่อให้คนอื่นได้”
“มาเรียนได้ ถ้าซื้อกระต่ายน้อยที่เรือนพวกเรายังได้เรียนวิธีเลี้ยงโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ต้องช่วยประชาสัมพันธ์เพื่อสนับสนุนการขาย”
“ถ้าขนกระต่ายมีมากพอ ยังสามารถรวมกลุ่มสตรีในหมู่บ้านมาช่วยกันทำเสื้อกันหนาว ถือว่าเป็นอีกแนวทางหนึ่งเช่นกัน”