วยนี่นา? ลูกข้าบอกว่ากระต่ายที่เรือนพวกท่านเลี้ยงได้ดียิ่ง คลอดลูกทีละตั้งหลายตัว แต่ละครั้งที่เขาไปเล่นก็มักจะเห็นกระต่ายวิ่งไปวิ่งมา…” พูดไปพูดมา คนผู้นั้นก็พูดเรื่องที่ลูกชายของเขาอยากเลี้ยงกระต่าย
แต่ช่วงนี้อากาศเริ่มหนาวเย็น พวกเขาเองก็ยังไม่เคยเลี้ยงกระต่ายมาก่อนจึงยังไม่อนุญาต
เขาถามเย่อวี๋หรานว่า ปีหน้าเมื่ออากาศอบอุ่นขึ้น เขาจะขอลูกกระต่ายสักตัวสองตัวไปให้ลูกของเขาเลี้ยงจะได้หรือไม่
ยุคสมัยนี้ยังไม่มีแนวคิดเรื่อง ‘กิจการปศุสัตว์’ ไก่ เป็ด และหมูที่เลี้ยงไว้ในบ้านก็มีไว้สำหรับบริโภคเองภายในครัวเรือน
แต่ถึงจะเป็นเช่นนี้ พวกเขาก็มักรู้สึกว่าเลี้ยงไม่ไหว ตนเองยังกินไม่อิ่ม ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสัตว์ที่เลี้ยงไว้เหล่านั้น
เพิ่งพูดออกมา คนข้าง ๆ ก็เอ่ยเย้าเขาดังคาด “พอเถอะน่า ตัวเจ้าเองยังเลี้ยงไม่ไหว ยังคิดจะเลี้ยงกระต่าย?”
เขายิ้มตอบ “ลูกข้าชอบนี่นา จะทำอย่างไรได้”
“เจ้านี่โอ๋ลูกจริง ๆ!”
……
เย่อวี๋หรานรู้สึกจนใจต่อนิสัยที่คอยแต่จะออกนอกเรื่องของคนกลุ่มนี้ยิ่งนัก ได้แต่ส่งเสียงออกมาอีกครา ดึงกลับมาเข้าเรื่อง
“เอาล่ะ ข้าถามพวกเจ้า พวกเจ้ายังรู้จักพังรังกระต่าย แล้วไฉนจึงไม่เคยมีใครคิดถึงเรื่องพังรังของพวกแมลงเล่า?”
วาจาประโยคเดียวทำให้คนในหมู่บ้านงุนงงกันไปหมด “หา?!”
เย่อวี๋หรานใช้เท้าเขี่ยดินที่ไถเสร็จแล้ว และกล่าวว่า “ทำไมรึ รังของพวกมันถูกพวกเราพังไปแล้ว ทั้งยังอยู่ในไข่ วิ่งหนีไม