ดูคล้ายจะเป็นยอดฝีมือด้านการแสดงผู้หนึ่งเช่นกัน ต่อให้มีเขาแค่คนเดียวก็ยังสามารถสาดน้ำโคลนได้อย่างแยบยล ตอนที่มารดาอยู่ที่เรือนสกุลเฉียนยังสบายดีทุกอย่าง ไฉนพอมาอยู่เรือนสกุลจูกลับกลายเป็นเช่นนี้ไปได้?
เขาหันมามองคนสกุลจูอย่างเกรี้ยวกราด คาดคั้นถามทีละคำ “แม่ข้าแค่มากินข้าวที่เรือนพวกท่านไม่กี่วัน ทำไมพวกท่านต้องลงมือโหดเหี้ยมเช่นนี้ด้วย?! พวกเจ้าคนสกุลจูอำมหิตนัก จำเอาไว้เลยว่าข้าไม่ปล่อยพวกเจ้าไปแน่!”
คนรอบข้างงุนงงกันไปหมด เดี๋ยวนะ ใครบอกว่ามารดาของเจ้าตายแล้ว?
ท่านหมอผู้นี้แค่ส่ายศีรษะ แต่ยังไม่ได้พูดว่าคนตายเลยนะ!
มาแล้วสินะ! แววตาเย่อวี๋หรานสว่างวาบ นางกล่าวอย่างให้ความร่วมมือว่า “ช้าก่อน เมื่อครู่เจ้าพูดอะไร ข้าได้ยินไม่ชัด”
“ข้าพูดอะไร? ข้า…” เฉียนซินเห็นเย่อวี๋หรานแล้วก็นึกกลัวอยู่บ้าง แต่เมื่อคิดถึงคำสัญญาของเถ้าแก่ถัง เขาก็กัดฟันฝืนพูดออกไป “ข้าพูดอะไร? ข้าพูดว่าข้าไม่มีทางปล่อยพวกเจ้าไปน่ะสิ”
“อ้อ?” เย่อวี๋หรานขึ้นเสียงสูง “ไม่ปล่อยพวกข้าไป? แล้วเจ้าคิดไว้ว่าจะทำอย่างไร?”
“แม่ข้าตายอยู่ในเรือนสกุลจูของพวกเจ้า ถ้าพวกเจ้าไม่มอบคำอธิบายให้ข้า พวกเจ้าทุกคนก็อย่าหวังเลยว่าจะรอดไปได้” เฉียนซินกล่าวอย่างดุร้าย
“ได้ เจ้าอยากได้คำอธิบายแบบไหน ลองพูดมาให้พวกข้าฟังหน่อยสิ”
“ข้า…” เฉียนซินอ้าปาก แต่ทันใดนั้นก็คิดว่า ไม่ถูกสิ เรื่องไม่ควรเป็นแบบนี้นี่นา
เวลานี้ สกุลจูควรโวยวาย เถียง