นชาง คาบหลอดไว้ในปาก ดูดชานมเป็นบางครั้ง จู่ๆ ก็รู้สึกว่านี่คงเป็นสิ่งที่เรียกว่าความสุข!
หากเวลาไหลเวียนเปลี่ยนผันไปอย่างเชื่องช้า พวกเขาก็คงเติบโตและแก่ชราไปอย่างเชื่องช้า แม้กระนั้นนี่ก็เป็นความสุข
แน่นอนว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องเกิดขึ้นระหว่างที่ไม่มีใครเปิดประตูเข้ามา
ในขณะที่ฉินเยว่คิดไปถึงเรื่องที่ว่าจะให้ลูกเรียนโรงเรียนอนุบาลไหนดี…ก็ได้ยินเสียงก๊อกแก๊กดังขึ้น คนคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง
ฉินเยว่ตกใจเหมือนกระต่ายตื่นตูม รีบลุกขึ้นยืน ถือชานมเดินไปนั่งบนเก้าอี้ด้านข้าง ตีหน้าซื่อ ทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หวังเชียนเดินเข้ามา เขาชะงักไปเล็กน้อย “หือ คุณอยู่ที่นี่ทั้งคู่เลยเหรอ! ทำไมไม่บอกกันบ้างล่ะ”
ฉินเยว่กลอกตา “ฉันเข้าเวรค่ะ! ไม่ให้ฉันอยู่ที่นี่แล้วจะไปอยู่ที่ไหน”
เฉินชางถอนใจ “กว่าผมจะกินข้าวเสร็จก็บ่ายสองโมงแล้ว ไม่มีที่ไปเลยมานอนเล่นที่ห้องเวรน่ะครับ”
หวังเชียนร้องอ้อออกมา “ทำไมไม่งีบสักครู่ล่ะครับ”
เฉินชางถอนหายใจยาว “มีผู้หญิงอยู่ด้วย ผมกลัวว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นคนอื่นจะคิดว่าผมสมยอม!”
หวังเชียนแทบจะสำลักน้ำลาย ส่วนฉินเยว่ก็เกือบสำลักชานม จ้องเฉินชางเขม็ง ส่งสายตาขู่ไปว่า รนหาที่ตาย!
เฉินชางส่งสายตากลับ ไม่โกรธนะครับ ไม่โกรธ นี่เป็นแผนถ่วงเวลา ขัดตาทัพ!
หวังเชียนมองบนใส่เฉินชาง “ชางเอ๋อร์ ผมว่านะคุณนี่หน้าหนาจริงๆ! ถ้าผมเป็นฉินเยว่คงจับคุณตอนไปแล้ว!”
ฉินเยว่ได้ยินดังนั้นก็กล่าวตา