ากในครอบครัวมีอาชญากร ทุกอย่างก็จบสิ้นแล้ว”
“คนยังไม่ตาย อย่าเพิ่งตื่นตูม!” แม้เย่อวี๋หรานจะร้อนใจแค่ไหน แต่เห็นพวกเขาเป็นเช่นนี้ก็ได้แต่บังคับให้ตนเองเยือกเย็นลงให้ได้
นางปลอบโยนเจี่ยงโหย่วเซิง แล้วให้เขากลับไปก่อนตามแผนเดิม ห้ามแพร่งพรายอะไรออกไปเป็นอันขาด พวกนางทางนี้จะคิดหาวิธีจัดการเอง
ถ้าไม่ได้จริง ๆ นางก็ไม่มีทางเป็นตัวถ่วงพี่เป้า
“จูต้าเหนียง พี่เป้าไม่ได้มีเจตนาเช่นนี้…” เจี่ยงโหย่วเซิงร้อนใจเสียแล้ว เขามาแจ้งข่าวนะ อยากร่วมฝ่าฟันวิกฤตครานี้ไปด้วยกัน ไม่ได้มาพูดว่า ‘ภัยร้ายกรายกล้ำต่างคนต่างหนีเอาตัวรอด’ เสียหน่อย
เย่อวี๋หรานพูดตัดบทเขา “บอกแล้วว่าอย่าร้อนใจ ดูเจ้าร้อนใจสิ ข้ายังพูดไม่จบเลย”
“ท่านพูดเถอะ” เจี่ยงโหย่วเซิงเร่งเร้า
“ข้าพูดเผื่อเอาไว้ เรื่องใดก็ตามแต่ ไม่กลัวหนึ่งหมื่น เพียงกลัวหนึ่งในหมื่น พวกเราต้องเตรียมการเอาไว้เผื่อกรณีเลวร้ายที่สุด ความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุดก็คือพวกเขาทำเรื่องนี้ได้สำเร็จ ครอบครัวข้ามีคนกลายเป็นอาชญากร และคงจะกระทบเจ้าเจ็ด ทำให้เขาไม่อาจเข้าร่วมการสอบเคอจวี่ได้” เย่อวี๋หรานกล่าวอย่างเคร่งขรึม “แต่ถึงจะเป็นเช่นนี้ก็ไม่อาจให้กระทบต่อภัตตาคาร ขอเพียงพี่เป้าตัดขาดจากสกุลจูจึงจะสามารถรักษาภัตตาคารเอาไว้ได้ เช่นนี้ เมื่อเรื่องราวผ่านพ้น พี่เป้ากับเจ้าจึงจะสามารถช่วยเหลือสกุลจูในทางลับ สกุลจูจึงจะมีชีวิตที่ดีขึ้นบ้าง…”
เจี่ยงโหย่วเซิงตั้งสติ