บ พี่เป้า” เปาต่าทิงได้รับคำสั่งก็วิ่งกลับไปทันที
ช่วงนี้ถ้าไม่มีเรื่องจำเป็น เกรงว่าเขาคงไม่อาจมาที่เรือนพี่เป้าได้ชั่วคราว
พี่เป้านั่งไม่ติด ร้องเรียกเจี่ยงโหย่วเซิงเข้ามาหา
“ได้ยินชัดเจนแล้วใช่ไหม?”
“ชัดเจนแล้ว พี่เป้า”
“จำได้ไม่ตกหล่น?”
“โธ่เอ๊ย พี่เป้า ท่านวางใจเถอะ ข้าความจำดียิ่ง”
……
เจี่ยงโหย่วเซิงที่ถูกย้ำแล้วย้ำอีกหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ เขาตระหนักได้ถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้ แต่พี่เป้าอย่าไม่วางใจในตัวเขาถึงเพียงนี้จะได้ไหม?
เขาดูพึ่งพาไม่ได้ขนาดนั้นเลย?
พี่เป้า: …เจ้าคิดเอาเองก็แล้วกัน
เขารู้ว่าตนเองพูดจาจู้จี้ แต่เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงความเป็นความตายของสกุลจูและพวกเขาพี่น้อง เขาเองก็กลัวนี่นา
เจี่ยงโหย่วเซิงสะพายตะกร้าเปล่าแล้วจงใจเดินจากเรือนตนเองไปที่แผงขายอาหารรอบหนึ่ง
แม้จะเปิดภัตตาคารที่ตำบลอี้คังแล้ว แต่เพื่อดูแลลูกค้าเจ้าเก่าในตำบลอันจิ่วจึงยังเปิดแผงขายอาหารต่อไป
ขอเพียงฝนไม่ตก ทุกวันก็จะมีคนมารับประทานก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศหรือบะหมี่น้ำที่ร้านอยู่ตลอด
“เสี่ยวเจี่ยง เจ้าไม่ช่วยงานที่ร้าน สะพายตะกร้าแบบนั้นไปทำไมหรือ?” ลูกค้าผู้หนึ่งเห็นเข้าจึงถามเขาพร้อมรอยยิ้ม
ถ้าพี่เป้าอยู่ด้วย พวกเขาคงไม่กล้า แต่พอได้มาหลายครั้ง เห็นเด็กหนุ่มที่เป็นมิตรกลุ่มนี้ พวกเขาจึงลดความระแวดระวังในใจลงอย่างช่วยไม่ได้
ท่านป้าคนหนึ่งยังถูกชะตาเจี่ยงโหย่วเซิง อยากแนะนำลูกสาวของตนเองให้เ