่อนุญาตให้กินอิ่ม?”
เดิมทีจูเหล่าซานที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถช่วยอะไรได้ก็รู้สึกละอายใจอยู่แล้ว จูเอ้อร์เม่ยยังมาพูดเช่นนี้ ในใจก็ยิ่งละอายกว่าเดิม จึงตำหนิจูซานเสิ่นไปหลายคำ บอกให้นางรีบตักข้าวมาเพิ่ม
สตรีในเรือนเป็นคนหุงหาอาหาร สมาชิกในเรือนมีกี่คน ต้องทำปริมาณเท่าไหร่ ในใจย่อมรู้กระจ่าง
จูเหล่าซานไม่รู้ แต่จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นล้วนรู้ดี
“ข้าพูดความจริง ไม่มีแล้ว” จูซานเสิ่นน้อยใจ “เจ้าก็รู้ว่าครอบครัวเราเป็นอย่างไร นานทีถึงจะได้กินข้าวสวยสักครั้ง ทั้งยังทำตามจำนวนคนอีกต่างหาก มีแค่คนละถ้วย แล้วจะเหลืออีกได้อย่างไร?”
“ใช่แล้ว พี่สาม ถ้วยที่พี่สามีกินไปก็คือส่วนของพวกข้า…” จูซื่อเสิ่นแสดงท่าทางให้จูเหล่าซานสังเกตถ้วยของทุกคน
ถึงจะพูดว่าทุกคนล้วนได้ข้าวสวยคนละถ้วย แต่กล่าวตามความจริง ปริมาณข้าวสวยของคนอื่น ๆ ล้วนน้อยกว่าปกติ
เพียงนึกถึงถ้วยที่จูเอ้อร์เม่ยกินไปถ้วยนั้นก็ทราบได้ว่าถ้วยของนางมีข้าวสวยมากที่สุดแล้ว
จูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อมีสีหน้ากระอักกระอ่วน “ทำไม…ไม่หุงมากกว่านี้เล่า?”
“หุงมากกว่านี้? ทุกปีก็เก็บเกี่ยวได้เท่านี้ มีปีไหนไม่กินแบบนี้บ้าง?” จูซานเสิ่นชักสีหน้ากล่าว “ปีนี้ได้เก็บเกี่ยวมันเทศเพิ่มมาก็จริง แต่มันเทศพวกนั้นจะมีมากเท่าไหร่เชียว? นอกจากเก็บเอาไว้สำหรับปลูกปีหน้า ยังแบ่งไปขายอีก ส่วนที่เหลือกินเองในบ้านก็มีไม่เท่าไหร่แล้ว…”
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นบอกกล่าวสถ