สกุลจู ให้ถือว่าเป็นน้ำใจของพวกตน
“จูต้าเหนียง ข้ารู้ว่ามาพูดเอาตอนนี้ออกจะหน้าไม่อาย แต่ก็จนปัญญาจริง ๆ ทุกครอบครัวล้วนมีความลำบากของตนเอง ครอบครัวพวกข้า…” หลินจ้าวซื่อถอนหายใจแล้วบอกเล่าความลำบากของฝ่ายตนออกมา
มีแม่เฒ่าหลินอยู่ ตอนที่จะแยกเรือนกันนั้น พวกตนก็ถูกอีกฝ่ายเอาเปรียบไปมาก และก็เพราะเหตุนี้ ครอบครัวพวกตนจึงใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก แม่สามีของนางยังด่วนจากไปเพราะตอนยังสาวทำงานหนักเกินไป
พ่อสามีก็สุขภาพไม่ใคร่ดีเช่นกัน บางครั้งมีสติแจ่มใส บางครากลับเลอะ ๆ เลือน ๆ
นางยังต้องเลี้ยงลูก สามีของนางก็ไม่ใช่คนมีความสามารถอะไร แล้วจะกล้าต่อกรแม่เฒ่าหลินได้อย่างไร?
ตอนนั้นที่เย่อวี๋หรานยืนกรานรับหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยไป นางก็พลอยโล่งใจแทนเด็กทั้งสอง
“ข้ารู้ว่าสิ่งของเล็กน้อยเท่านี้เทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่สกุลจูทุ่มเทลงไป แต่นี่ก็เป็นน้ำใจจากครอบครัวข้า”
แม้ว่าก่อนหน้านี้คนสกุลหลินจะทำกันเกินไป แต่หลินจ้าวซื่อมาไกล่เกลี่ยเช่นนี้ก็พอจะแก้ไขสถานการณ์ได้บ้าง เทียบกับการไม่ทำอะไรสักอย่าง การชดเชยหลังเกิดเรื่องแล้วก็เป็นการแก้ไขรูปแบบหนึ่ง
เย่อวี๋หรานเพียงยิ้มรับเอาไว้โดยไม่ได้ฟื้นฝอยหาตะเข็บ
ยุคสมัยนี้ไม่เหมือนกับยุคปัจจุบัน วงศ์ตระกูลและบ้านเดิมคือกำลังสนับสนุนที่สำคัญของสะใภ้ที่ออกเรือนไปผู้หนึ่ง
รับหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยมาเลี้ยงดูใกล้ตัว จะมากน้อยก็พอมีความรู้สึกอยู่บ้าง เย่อวี๋