จึงตอบโต้เหล่าเฉียนกลับไปทันที “แบ่งน้ำแกงอะไรกัน? เจ้าก็รู้นี่นาว่าปีนั้นข้าทะเลาะกับหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์จนแตกหักกันไปแล้ว ตอนนี้ข้าแก่แล้ว หลานชายก็มีแล้ว ข้ายังต้องปั้นหน้าประจบไปขอร้องนางอีกเรอะ? เจ้ามันไร้ศักดิ์ศรี แต่ข้ายังมีศักดิ์ศรีอยู่นะ!”
“ศักดิ์ศรีงั้นเรอะ บ้านจนไม่มีข้าวสารมากรอกหม้อ จะอดตายอยู่รอมร่อ เจ้ายังจะเอาศักดิ์ศรีมาทำไม? ศักดิ์ศรีใช้ทำอะไรได้?”
“ยากจนจนไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้อเป็นความผิดของข้างั้นเรอะ? สกุลเฉียนของพวกเจ้ายากจนอยู่แล้ว ยังจะมาโทษข้า? ข้าจนมาทั้งชีวิตแล้ว ตอนนี้แก่แล้ว ข้ายังจะรังเกียจว่ายากจนอีก? ถ้าเจ้ารังเกียจนักก็คิดวิธีหาเงินเอาเองสิ มาหาข้าทำไม?”
……
ทะเลาะจนถึงตอนท้าย ทั้งคู่ก็ขว้างปาข้าวของ ลงไม้ลงมือกันอีกต่างหาก
“พวกเจ้ายังตีกันด้วย?” เย่อวี๋หรานมองร่องรอยบนใบหน้าจูเอ้อร์เม่ย “แผลเจ้าคงได้มาจากตอนนั้นกระมัง?”
จูเอ้อร์เม่ยกล่าวอย่างอึดอัด “ผัวเมียตบตีกันก็เป็นเรื่องปกตินี่? ตบตีกันแล้วพอขึ้นเตียงเดี๋ยวก็ดีกันเอง…”
“ข้ากับพี่ชายเจ้าไม่ตบตีกัน” เย่อวี๋หรานกล่าว
จูเหล่าโถว “…”
ใช่ เจ้าไม่ตบตี นั่นก็เพราะข้าไม่ตบตีกับเจ้า!
ถ้าข้าตบตีเจ้าจริง ๆ ฟ้าจะไม่พลิกคว่ำเลยเรอะ?
จูเอ้อร์เม่ยมีน้ำเสียงเดียดฉันท์ “นิสัยอย่างพี่ข้า เขาจะเอาปัญญาที่ไหนมาตบตีกับเจ้า? ถ้าเขาทำได้ก็คงไม่ทอดทิ้งพ่อแม่ข้า โวยวายจะแยกเรือนไปอยู่กับเจ้าแต่แรกแล้ว”
“นอกจากเรื่องนี้ยังมี