ะตู เห็นด้านนอกมีคนยืนอยู่กลุ่มหนึ่ง
หวังเชียนไอออกมาสองครั้ง “อืม บังเอิญจัง”
หวังหย่งและคนอื่นๆ ก็ยิ้มกระอักกระอ่วน “ใช่ๆๆ! บังเอิญจัง…”
……
……
ตอนบ่ายยังมีงานผ่าตัดอีกมาก หวังหย่งไปจัดการประวัติผู้ป่วยต่อ จู่ๆ เฉินชางก็ได้ยินหัวหน้าพยาบาลกล่าวขึ้นว่า “หมอเสี่ยวเฉินคะ แผนกฉุกเฉินมีผู้ป่วยมาคนหนึ่ง คุณไปดูหน่อยเถอะค่ะ”
เฉินชางจึงเดินออกไป
พบว่าชายชราที่นั่งอยู่บนรถเข็นคนหนึ่งกำลังถูกเข็นเข้ามาในแผนกฉุกเฉิน ผู้ที่เป็นคนเข็นคือผู้หญิงแต่งตัวสุภาพและมัดผมเรียบร้อยคนหนึ่ง
เธอสวมแว่นตา สะพายกระเป๋าใบหนึ่ง อายุสี่สิบกว่าปี ดูท่าทางเป็นผู้รู้หนังสือ บนหน้าเต็มไปด้วยความสงบนิ่งไม่มีท่าทีร้อนใจ
กลับเป็นชายชราที่นั่งอยู่บนเก้าอี้รถเข็นที่ดูแย่ เขาอายุประมาณแปดสิบกว่าปี บนใบหน้าเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม สีหน้าแดงก่ำ ขดเอวก้มตัว มือทั้งสองกุมอยู่ที่ท้อง ท่าทางนั่งไม่สบายแต่ก็ยืนไม่ไหว สรุปคือดูแย่มาก
เฉินชางรีบเอ่ยถามทันที “คุณลุง เป็นอะไรหรือครับ?”
ชายชราอ้าปากตอบ “อะ เอ่อ อา…”
ผู้หญิงพูดด้วยรอยยิ้ม “พ่อฉันเป็นอัลไซเมอร์ค่ะ เขาพูดไม่รู้เรื่องแล้ว”
เฉินชางพยักหน้า หันไปถามผู้หญิงว่า “ผู้ป่วยเป็นอะไรมาครับ?”
เธออธิบายว่า “เมื่อวานพวกเรากินเกี๊ยวกันค่ะ แต่กินไม่หมด มีเหลืออยู่ส่วนหนึ่ง วันนี้เช้าพ่อฉันกินเกี๊ยวที่เหลือเข้าไป ผลคือตอนสายก็เริ่มปวดท้องแล้ว”
ขณะที่พูดเธอก็ตำหนิว่า “ฉันบอกไม่ให้เขากิน